| Getting your Trinity Audio player ready... |

เงินจากภาษีเหล้า – บุหรี่ หรือ “ภาษีบาป” ราว 14,000 ล้านบาทต่อปี ที่ส่งตรงไปยัง 4 องค์กร เกิดประโยชน์อย่างไร ถ้าเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน จะคุ้มค่าหรือไม่
ท่ามกลางข้อเสนอของรัฐบาลในการแก้ไขกฎหมายเพื่อ เปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ของ 4 องค์กรและกองทุน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับเงินบำรุงที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสุราและยาสูบโดยตรง ไปสู่การนำเงินเข้าสู่ระบบคลังและให้แต่ละหน่วยงานได้รับการจัดสรรผ่านกระบวนการงบประมาณแผ่นดิน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ควรเปลี่ยนกระเป๋าเงินหรือไม่” แต่ต้องถามว่า เงินราว 14,000 ล้านบาทต่อปี สร้างผลลัพธ์อะไรให้ประชาชน การเปลี่ยนใช้ระบบใหม่จะทำให้เงินก้อนนี้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากว่าเดิมหรือไม่ รวมถึงงบประมาณก้อนอื่นถูกใช้เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนจริงหรือ
ปัจจุบัน ทั้ง 4 องค์กร ได้รับการจัดสรรเงินจากภาษีเหล้า – บุหรี่ ดังนี้ สสส.ได้รับเงินบำรุงในอัตรา 2% หรือประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ไทยพีบีเอส 1.5% โดยมีเพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่กองทุนผู้สูงอายุและกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติได้รับเงินในอัตรา 2% ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อรวมกันมีเงินอยู่ประมาณ 14,000 – 14,200 ล้านบาทต่อปี
ส่องภารกิจ 4 องค์กร คุ้มหรือไม่?
1. ไทยพีบีเอส ได้รายงานผลปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ระบุว่ามียอดรับชมทุกแพลตฟอร์มตลอดปี 2568 รวม 2,571 ล้านวิว เว็บไซต์มีผู้เข้าชม 35.9 ล้านจากแต่ละอุปกรณ์ ผลประเมินภายนอกโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ร่วมกับบริษัท คัสต้อม เอเชีย จำกัด พบว่า 93% เห็นว่าไทยพีบีเอสจำเป็นต่อสังคมไทย, 70% มองว่าเป็นที่พึ่งสำคัญด้านข้อมูลข่าวสารเมื่อเกิดวิกฤต และได้รับการจัดอันดับเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถืออันดับ 1 และเป็นผู้นำด้านเนื้อหาเพื่อเด็กและการเรียนรู้
ตัวอย่างที่เห็นภาพคือการติดตามปัญหา ปลาหมอคางดำ ซึ่งไทยพีบีเอสไม่ได้หยุดอยู่ที่การรายงานสถานการณ์ แต่ติดตามตั้งแต่เสียงของชุมชน เอกสาร การตรวจสอบแหล่งที่มา ไปจนถึงประเด็นความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐและบริษัทที่ถูกตั้งคำถาม โดยเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่ถูกพาดพิงชี้แจง รวมถึงการแสดงบทบาทสื่อในภาวะวิกฤต โดยไทยพีบีเอสปรับผังเพื่อรายงานข่าวมหาอุทกภัยภาคใต้ และเปิดช่องทางประสานความช่วยเหลือ
นี่คือ “ประโยชน์สาธารณะ” หรือ “Public Value” อีกประเภทหนึ่งที่วัดด้วยเรตติ้งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะคำถามสำคัญคือ หากไม่มีสื่อที่ถูกออกแบบให้มีระยะห่างจากทั้งรัฐบาลและทุน ใครจะลงทุนทำข่าวที่ใช้เวลาและทรัพยากรเพื่อตรวจสอบเรื่องเหล่านี้
2. สสส. ใช้งบประมาณส่วนใหญ่กับการป้องกันปัญหาก่อนเกิด ทั้งบุหรี่ เหล้า อุบัติเหตุ สุขภาพเด็ก อาหาร การออกกำลังกาย และการสร้างเสริมสุขภาวะ ซึ่งเป็นการสร้างผลลัพท์ในระยะยาวต่อสุขภาพของคนไทย การประเมินความคุ้มค่ามีความเกี่ยวข้องกับหลายส่วน ซึ่งควรวัดผลลัพท์ที่มีต่อสังคม (Social Return on Investment) อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างผลลัพธ์ล่าสุด จากโครงการเครือข่ายโรงเรียนปลอดบุหรี่ที่ทำต่อเนื่องถึงปี 2568 มีโรงเรียนเข้าร่วม 4,485 แห่งใน 31 จังหวัด ครอบคลุมการเรียนการสอนมากกว่า 26,910 ห้องเรียน ขณะที่การสำรวจปี 2568 พบว่าโรงเรียนในเครือข่าย สสส. มีนักเรียนที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับเหล้า บุหรี่ อุบัติเหตุ และการพนันในระดับสูงและเชี่ยวชาญรวม 54.47% เทียบกับ 41% ในโรงเรียนนอกเครือข่าย
อีกตัวอย่าง ในปี 2568 สสส.ทำโครงการ “รัฐสภาองค์กรสุขภาวะ” ภายใต้แนวคิดองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) ของ สสส. ให้กับบุคลากรรัฐสภา 2,800 คนพบว่า ดัชนีสุขภาวะที่ดีเพิ่มจาก 72.5% ในปี 2566 เป็น 80.2% ในปี 2568 กลุ่มที่มีความผิดปกติของดัชนีมวลกาย (BMI) ลดจาก 67.5% เหลือ 60.5% และภาวะไขมันในเลือดสูงลดจาก 71.1% เหลือ 62.8%
3. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนผู้สูงอายุเป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าเงินจากภาษีสุราและยาสูบไม่ได้อยู่เพียงในบัญชีกองทุน แต่ถูกนำไปใช้กับประชาชนโดยตรง โดยปีงบประมาณ 2568 คณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุอนุมัติให้นำเงินบำรุงกองทุนจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบมาจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในอัตรา 100 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 8 เดือน หรือไม่เกิน 800 บาทต่อคน
นอกจากนี้ ภารกิจของกองทุนยังครอบคลุมการส่งเสริมและคุ้มครองผู้สูงอายุ การสนับสนุนกิจกรรมและโครงการ ตลอดจนการช่วยเหลือด้านอาชีพและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และการให้กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อประกอบอาชีพให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้
4. กองทุนกีฬา กองทุนกีฬามีภารกิจหลากหลาย ตั้งแต่พัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ วิทยาศาสตร์การกีฬา การจัดการแข่งขัน กีฬาอาชีพ บุคลากร ทุนการศึกษา สวัสดิการและเงินรางวัลนักกีฬา โดยข้อมูลล่าสุดปี 2569 พบว่า ณ วันที่ 14 สิงหาคม กองทุนเบิกจ่ายได้ 78% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 59% และเพิ่มเป็นประมาณ 80% ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2569
อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการยังต้องเร่งรัดการเบิกจ่าย รวมถึงการจ่ายเบี้ยเลี้ยงนักกีฬางวดสุดท้าย แสดงว่าประสิทธิภาพการส่งเงินถึงผู้รับยังเป็นประเด็นที่ต้องปรับปรุง ดังนั้นการวัดความคุ้มค่าของกองทุนกีฬาไม่ควรหยุดอยู่ที่ “ได้กี่เหรียญ” แต่ควรวัดทั้งจำนวนและคุณภาพนักกีฬาที่พัฒนา ผลงานระดับนานาชาติ การสร้างบุคลากรและสมาคมกีฬาที่เข้มแข็ง
ภาษีบาป 14,000 ล้าน “คุ้มไหม” คำตอบอาจไม่เหมือนกัน

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ให้ความเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการพูดถึง “วินัยการเงินการคลัง” และความคุ้มค่าของเงินสาธารณะ การพิจารณาไม่ควรหยุดอยู่เฉพาะเงินประมาณ 14,000 ล้านบาทของ 4 องค์กรและกองทุน แต่ควรย้อนกลับไปดูภาพใหญ่ของการจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณของประเทศด้วยว่า เงินจำนวนมหาศาลที่รัฐใช้ในแต่ละปีถูกนำไปลงทุนกับสิ่งที่สร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่
ยกตัวอย่างการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะแนวคิดก่อสร้าง ทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ Double Deck ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และเป็นหนึ่งในกรณีที่ประชาชนควรได้รับข้อมูลอย่างรอบด้านว่าเมื่อเทียบต้นทุนกับประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว สามารถแก้ปัญหาการเดินทางและการจราจรของคนส่วนใหญ่ได้จริงเพียงใด
“หากรัฐมีทรัพยากรจำกัด อยากให้รัฐจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ ควรพิจารณาว่า การนำเงินไปสร้าง “ถนนซ้อนถนน” ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาจราจรได้ กับการนำเงินจำนวนเดียวกันมาพัฒนารถโดยสาร ระบบฟีดเดอร์ (Feeder) รถไฟ และขนส่งสาธารณะที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถใช้เดินทางได้ทุกวัน ทางเลือกใดสร้างประโยชน์สาธารณะได้มากกว่า” สารีกล่าว
คำถามนี้สะท้อนหลักการเดียวกับกรณีเงิน 14,000 ล้านบาทจากภาษีสุราและยาสูบ กล่าวคือ ความคุ้มค่าของเงินสาธารณะไม่ควรวัดจากเพียงว่าเงินถูกนำเข้าสู่ระบบงบประมาณหรือไม่ แต่ต้องวัดว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไร ใครได้รับประโยชน์ และสร้างผลลัพธ์ต่อประชาชนมากน้อยเพียงใด
ดังนั้น หากรัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องดึงเงินประมาณ 14,000 ล้านบาทเข้าสู่กระบวนการงบประมาณเพื่อสร้าง “วินัยการเงินการคลัง” ก็ยิ่งควรใช้มาตรฐานเดียวกันตรวจสอบงบประมาณก้อนอื่น โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ว่า เงินทุกบาทสร้างประโยชน์สาธารณะคุ้มกับต้นทุนหรือไม่



