Ribbon

หวั่น UPOV 1991 ทำเมล็ดพันธุ์แพง อาหารแพง ทางเลือกน้อย

หวั่น UPOV 1991 ทำเมล็ดพันธุ์แพง อาหารแพง ทางเลือกน้อย

ข้าวผัดกะเพราหนึ่งจานอาจดูเป็นเพียงอาหารจานเดียวที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่เบื้องหลังวัตถุดิบอย่างใบกะเพรา มีคำถามสำคัญที่ผู้บริโภคควรรู้ว่า หากพันธุ์พืชและห่วงโซ่อุปทานอาหารอยู่ในมือบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย จะส่งผลต่อราคา ความหลากหลายของอาหาร และทางเลือกของผู้บริโภคอย่างไร

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีเสวนาออนไลน์ “เท่าทัน UPOV 1991” ตอน “UPOV 1991 กับผลกระทบต่อผู้บริโภค” เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โดยมีนางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ จากมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และนางสาวมลฤดี นิจไตรรัตน์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ร่วมสะท้อนข้อกังวลต่อการเข้าร่วมอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบอาหารไทยมากกว่าที่คิด

ส่องผลกระทบที่อาจเกิดผ่านพันธุ์กะเพรา

นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ชี้ให้เห็นผ่านกรณีศึกษาพืชกะเพราว่า ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นเจ้าของพันธุ์พืช แต่อยู่ที่การควบคุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงช่องทางจำหน่าย

หากตลาดตกอยู่ในมือผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ความหลากหลายของพันธุ์พืชที่เข้าสู่ตลาดอาจลดลง เพราะการผลิตในระดับอุตสาหกรรมมักให้ความสำคัญกับพันธุ์ที่ตอบโจทย์การผลิตและการจำหน่ายในวงกว้าง ขณะที่พันธุ์พื้นบ้านหรือพันธุ์ที่มีลักษณะเฉพาะอาจมีพื้นที่ในตลาดน้อยลง

ผลที่ผู้บริโภคอาจสัมผัสได้จึงไม่ใช่เพียงการมีสินค้าให้เลือกน้อยลง แต่รวมถึงรสชาติและเอกลักษณ์ของอาหารที่เปลี่ยนไปด้วย ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือ กะเพราที่มีรสชาติคล้ายกันในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนคำถามว่า เมื่อระบบผลิตอาหารพึ่งพาพันธุ์พืชและห่วงโซ่อุปทานที่มีผู้ควบคุมเพียงไม่กี่ราย ผู้บริโภคจะยังมีทางเลือกมากน้อยแค่ไหน

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าการใช้พันธุ์พืชเชิงพาณิชย์จะทำให้ความหลากหลายลดลงเสมอไป แต่เป็นข้อกังวลว่า หากกติกาด้านสิทธิในพันธุ์พืชเพิ่มอำนาจให้ผู้ถือสิทธิ ขณะที่การแข่งขันและการคุ้มครองพันธุ์พื้นเมืองไม่เข้มแข็งเพียงพอ ตลาดอาจมีแนวโน้มกระจุกตัวมากขึ้น และทำให้พันธุ์พืชที่ไม่ได้อยู่ในระบบการผลิตขนาดใหญ่เข้าถึงตลาดได้ยากขึ้น

เมล็ดพันธุ์แพงขึ้น อาจส่งต่อถึงราคาอาหาร

อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันโดยตรง คือราคาของเมล็ดพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนการผลิตของเกษตรกร นางสาวปรกชล ระบุว่า งานวิจัยเรื่องผลกระทบของความตกลง CPTPP และ UPOV 1991 ที่จัดทำเสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ประเมินว่า ราคาเมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 2 – 6 เท่า และในบางประเทศอาจสูงขึ้นถึง 6 – 8 เท่า ขณะที่ราคาอาหารอาจเพิ่มขึ้นราว 5 – 10% หรือมากกว่านั้น

ข้อกังวลอีกด้านที่ นางสาวปรกชลหยิบยกขึ้นมา คือ UPOV 1991 อาจขยายขอบเขตสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์บางกรณี หากเกี่ยวข้องกับส่วนขยายพันธุ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงเกิดคำถามว่าผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ร้านอาหารตามสั่ง จะต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างไร และอาจมีภาระด้านเอกสารหรือกฎหมายเพิ่มขึ้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การซื้อใบกะเพรามาปรุงอาหารไม่ได้หมายความว่าร้านอาหารจะละเมิดสิทธิในพันธุ์พืชโดยอัตโนมัติ แต่ประเด็นสำคัญคือความชัดเจนของกฎหมายและภาระที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรายเล็ก

ความปลอดภัยและข้อมูลที่ผู้บริโภคควรได้รับ

นอกจากราคาและความหลากหลายของอาหารแล้ว นางสาวมลฤดี นิจไตรรัตน์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับระบบตรวจสอบพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) และพืชที่ผ่านเทคโนโลยีแก้ไขหรือตัดแต่งยีน (Gene Editing หรือ Genome Editing) โดยเฉพาะเรื่องการประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบย้อนกลับ และการติดฉลาก เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจเลือกซื้ออาหาร

นางสาวมลฤดีได้ตั้งข้อสังเกตว่า เกณฑ์การรับรองพันธุ์พืชภายใต้ UPOV 1991 มุ่งพิจารณาคุณสมบัติของพันธุ์ เช่น ความใหม่ ความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัว ขณะที่ประเด็นการประเมินความเสี่ยง การแจ้งแหล่งที่มา และการแบ่งปันผลประโยชน์ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาผ่านกฎหมายและกลไกอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย จึงเกิดคำถามว่า หากไทยปรับกติกาการคุ้มครองพันธุ์พืช ระบบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและการเปิดเผยข้อมูลจะมีความพร้อมเพียงพอหรือไม่

นางสาวมลฤดี ยกตัวอย่างกรณีสับปะรดสีชมพู ซึ่งเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่ยังไม่ได้รับอนุญาตในไทย แต่มีรายงานการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เป็นตัวอย่างสะท้อนข้อกังวลเรื่องช่องโหว่การกำกับดูแล เมื่อสินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ระบบตรวจสอบและติดตามแหล่งที่มาจะทำงานได้รวดเร็วเพียงใด เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคต้องเป็นฝ่ายตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง ทั้งที่อาจไม่มีเครื่องมือหรือความรู้เพียงพอ

สภาผู้บริโภค เห็นว่า การพิจารณากติกาที่เกี่ยวข้องกับพันธุ์พืชควรคำนึงถึงระบบกำกับดูแลที่ครอบคลุม ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างมีข้อมูล

นอกจากนี้ นางสาวมลฤดี ระบุว่า สภาผู้บริโภคติดตามประเด็น UPOV 1991 มาตั้งแต่ปี 2564 และเคยยื่นหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อขอให้เปิดเผยข้อมูลและจัดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เนื่องจากกติกาการค้าระหว่างประเทศและทรัพย์สินทางปัญญาอาจส่งผลต่อสิทธิของผู้บริโภคในระยะยาว แม้จะไม่ใช่ประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคในความหมายที่เห็นได้ทันทีเหมือนสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือบริการที่ไม่เป็นธรรมก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคย้ำว่า จุดยืนดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธนวัตกรรมหรือการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ แต่ต้องการให้การพัฒนานั้นเดินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกร การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การแข่งขันที่เป็นธรรม และการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยในราคาที่เหมาะสม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง