| Getting your Trinity Audio player ready... |

เปิดคดีดังระดับโลก การจดสิทธิพันธุ์พืช ชนวนฟ้องเกษตรกร จากกรณีมอนซานโตฟ้องเกษตรกรเก็บเมล็ดถั่วเหลืองปลูกซ้ำในสหรัฐฯ ถึงเป๊ปซี่โคฟ้องเกษตรกรปลูกมันฝรั่งในอินเดีย เมื่อสิทธิในพันธุ์พืชกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมาย จับตากรณีจดทะเบียน “กะเพรา ซีพีแรม” ในไทย เรียกร้องเปิดสัญญาให้ชัด
ข้อกังวลเรื่อง “กะเพรา ซีพีแรม” ในประเด็นข้อพิพาทเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า แต่เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกินขึ้นจริงในอดีต บทเรียนจากสหรัฐฯ อินเดีย และแคนาดา สะท้อนความเสี่ยงต่ออำนาจต่อรองของเกษตรกร ต้นทุนการผลิต และทางเลือกอาหารของผู้บริโภค เช่นเดียวกับข้อถกเถียงเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ของซีพีแรม ที่นำไปสู่คำถามว่า ไทยมีมาตรการเพียงพอหรือไม่ในการป้องกันการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ คุ้มครองเกษตรกรรายย่อย และไม่ผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค
มอนซานโต ฟ้องเกษตรกรเก็บเมล็ดถั่วเหลืองปลูกซ้ำ
หนึ่งในคดีสำคัญคือ คดีระหว่างนายโบว์แมนกับบริษัทมอนซานโต (Bowman v. Monsanto) ปี 2556 เมื่อเกษตรกรชาวอเมริกัน นายเวอร์นอน ฮิวจ์ โบว์แมน (Vernon Hugh Bowman) นำเมล็ดถั่วเหลืองที่ซื้อจากผู้รวบรวมผลผลิตมาปลูก และเก็บเมล็ดจากผลผลิตที่ได้ไว้เพาะปลูกต่อ แต่เมล็ดถั่วเหลืองดังกล่าวมีเทคโนโลยีต้านทานสารกำจัดวัชพืชซึ่งอยู่ภายใต้สิทธิบัตรของบริษัทมอนซานโต
ศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยว่า แม้เกษตรกรจะซื้อเมล็ดพันธุ์มาโดยชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิผลิตเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ที่มีเทคโนโลยีได้รับความคุ้มครองขึ้นมาได้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้โบว์แมนชดใช้ค่าเสียหาย 84,456 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.7 ล้านบาท
คดีนี้สะท้อนว่า เมื่อเมล็ดพันธุ์อยู่ภายใต้สิทธิของบริษัท แม้เกษตรกรจะซื้อเมล็ดพันธุ์มาโดยชอบ แต่เกษตรกรไม่สามารถใช้วิธีเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อได้อย่างเสรีเหมือนในอดีต และอาจต้องพึ่งพาการซื้อเมล็ดพันธุ์หรือขออนุญาตใช้สิทธิจากเจ้าของเทคโนโลยีมากขึ้น
อินเดีย บริษัท เป๊ปซี่โคฟ้องเกษตรกรปลูกมันฝรั่ง
ในปี 2562 บริษัทเป๊ปซี่โคดำเนินคดีกับเกษตรกรอินเดีย 4 ราย ที่ปลูกมันฝรั่งสายพันธุ์เอฟซี 5 (FC5) และเก็บหัวพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ในขณะที่บริษัทได้รับการคุ้มครองเพื่อนำไปใช้ผลิตมันฝรั่งทอด จึงฟ้องร้องเกษตรกรและเรียกค่าเสียหายรายละ 10.5 ล้านรูปี หรือประมาณ 4 ล้านบาท ก่อนถอนคดีภายหลังเกิดกระแสคัดค้านจากเกษตรกรและภาคประชาสังคม
หนึ่งในเกษตรกรที่ถูกฟ้องคือ บิพิน พาเทล (Bipin Patel) ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เกษตรกรในพื้นที่มีวิถีเก็บหัวพันธุ์มันฝรั่งจากผลผลิตไว้ปลูกในฤดูกาลถัดไปมาเป็นเวลานาน กรณีดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงและเสียงคัดค้านจากองค์กรเกษตรกรและภาคประชาสังคม จนเป๊ปซี่โคประกาศถอนฟ้องคดีต่อเกษตรกร 9 ราย ในเดือนพฤษภาคม 2562
ข้อพิพาทดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงถึงสิทธิของเกษตรกรภายใต้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของอินเดีย ซึ่งรับรองสิทธิในการเก็บ ใช้ ปลูกซ้ำ แลกเปลี่ยน และแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
กรณีนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการมีกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิเกษตรกรอย่างชัดเจน เพราะแม้บริษัทจะมีสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวก็ต้องไม่ละเลยความเป็นจริงของระบบเกษตรกรรมและภาระที่เกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญ
แคนาดา ข้อพิพาทคาโนลา ความซับซ้อนในสิทธิพันธุกรรม
อีกกรณีหนึ่งคือ คดีระหว่างบริษัท มอนซานโต แคนาดา และบริษัท มอนซานโต กับ เพอร์ซี ชไมเซอร์ (Percy Schmeiser) และบริษัท Schmeiser Enterprises Ltd. ใน ปี 2547 เกษตรกรผู้ปลูกคาโนลาถูกฟ้อง หลังตรวจพบว่าพืชคาโนลาในไร่มีลักษณะทางพันธุกรรมทนต่อสารกำจัดวัชพืชที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตรของมอนซานโต โดยชไมเซอร์โต้แย้งว่าไม่ได้ซื้อเมล็ดพันธุ์ดังกล่าว และไม่ได้ตั้งใจนำเทคโนโลยีของบริษัทมาใช้
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ามีการละเมิดสิทธิบัตร และสั่งให้บริษัทของชไมเซอร์คืนผลกำไรจากการปลูกคาโนลาเป็นเงิน 19,832 ดอลลาร์แคนาดา หรือประมาณ 4.6 แสนบาท แต่ศาลสูงสุดแคนาดาวินิจฉัยว่า แม้มีการใช้เทคโนโลยีที่ได้รับสิทธิบัตรโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ไม่ปรากฏว่าการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้เกษตรกรได้กำไรเพิ่มขึ้น จึงยกคำสั่งให้คืนผลกำไรจำนวนดังกล่าว
บทเรียนสำคัญอยู่ที่ความซับซ้อนของการพิสูจน์สิทธิในพันธุกรรมพืช และความจำเป็นที่จะต้องมีกติกาชัดเจน เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองร่วมกับระบบการผลิตทางการเกษตรทั่วไป
ผู้บริโภคเสี่ยง เมื่อเมล็ดพันธุ์มีเจ้าของสิทธิ
นางสาวมลฤดี นิจไตรรัตน์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า แม้คดีเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างบริษัทกับเกษตรกร แต่ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคมีอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนอาหาร ทางเลือกในการบริโภค และความมั่นคงทางอาหาร
ประการแรก หากเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาล หรือมีค่าใช้จ่ายในการใช้สิทธิเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตก็อาจสูงขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาสินค้าเกษตรและอาหารในที่สุด โดยเฉพาะในตลาดที่เกษตรกรมีทางเลือกในการซื้อเมล็ดพันธุ์จำกัด
ประการที่สอง หากตลาดเมล็ดพันธุ์กระจุกตัวอยู่กับบริษัทเพียงไม่กี่ราย พันธุ์พืชที่ถูกส่งเสริมในระบบการผลิตเชิงพาณิชย์อาจเหลือเพียงพันธุ์ที่ตอบโจทย์การผลิตและการขนส่งในปริมาณมาก ขณะที่พันธุ์พื้นบ้านและพันธุ์ท้องถิ่นอาจมีพื้นที่ในตลาดลดลง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกด้านรสชาติ คุณลักษณะ และความหลากหลายของอาหารน้อยลง
ประการสุดท้าย การพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จำนวนจำกัดอาจเพิ่มความเปราะบางของระบบอาหารต่อโรคพืช สภาพอากาศ และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน หากไม่มีระบบอนุรักษ์พันธุกรรมและการพัฒนาพันธุ์พืชที่หลากหลายรองรับ
อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้ทำให้เกิดการผูกขาดหรือราคาอาหารแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ ผลกระทบขึ้นอยู่กับโครงสร้างการแข่งขัน เงื่อนไขการอนุญาตใช้สิทธิ และมาตรการคุ้มครองเกษตรกรของแต่ละประเทศ จึงจำเป็นต้องประเมินผลกระทบด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้
จากคดีต่างประเทศ สู่คำถาม UPOV 1991 ของไทย
กรณีศึกษาต่างประเทศสะท้อนว่า การออกแบบกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชมีผลต่อความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์กับสิทธิของเกษตรกร ขณะที่อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ค.ศ. 1991 (UPOV 1991) กำหนดขอบเขตการคุ้มครองผู้ปรับปรุงพันธุ์ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะสิทธิในการผลิตและขยายพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง
สำหรับการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ UPOV 1991 เปิดให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นได้ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขที่สมเหตุสมผล ไม่ได้ห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ทุกกรณี แต่ก็ไม่ได้รับรองสิทธิดังกล่าวอย่างไม่มีข้อจำกัด
คำถามที่ประเทศไทยต้องตอบให้ชัดเจนก่อนแก้ไขกฎหมายคือ เกษตรกรรายย่อยจะยังเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้เพียงใด การแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ในชุมชนจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร สิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์จะขยายไปถึงผลผลิตในกรณีใดบ้าง และจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้การใช้สิทธิกลายเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันและการเข้าถึงอาหารของประชาชนอย่างไร
จี้เปิดสัญญา กะเพรา ตรวจสอบความโปร่งใส
ทั้งนี้ นางสาวมลฤดี ให้ความเห็นอีกว่า กรณีจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์แก้วจุรี 01 – 04 ของบริษัทซีพีแรม จึงเป็นโอกาสสำคัญในการตรวจสอบระบบคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย โดยกรมวิชาการเกษตรยืนยันว่ามีการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์และนำเงินเข้ากองทุนแล้ว ขณะที่บริษัทชี้แจงว่าการคุ้มครองมีผลเฉพาะพันธุ์ใหม่ ไม่กระทบสิทธิในการปลูกกะเพราทั่วไป
แต่ประเด็นที่ยังต้องการคำตอบคือ ข้อตกลงการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์มีรายละเอียดอย่างไร ใครได้รับประโยชน์จากการนำพันธุกรรมพืชไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ และกระบวนการดำเนินงานถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่
หน่วยงานรัฐจึงควรเปิดเผยสาระสำคัญของสัญญาและหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์เท่าที่กฎหมายอนุญาต พร้อมชี้แจงผลการตรวจสอบคุณสมบัติของพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง รวมถึงเปิดเผยร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ UPOV 1991 ให้เกษตรกร ผู้บริโภค นักวิชาการ และภาคประชาชนมีส่วนร่วมพิจารณาอย่างรอบด้าน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



