ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยพื้นฐานความต้องการของคนทุกคนในสังคม แต่ปัจจุบันวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปจากบ้านหลังสู่อาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม โดยมีสาเหตุจากสภาพสังคม และสถานะการเงินของผู้บริโภค ท่ามกลางการขยายตัวของสังคมเมืองแบบก้าวกระโดด และความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อซื้อบ้านจัดสรรหรืออาคารชุดในปัจจุบัน ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ตัดสินใจ เนื่องจากพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ประสบปัญหา “สินค้าไม่เป็นไปตามโฆษณาและสัญญาไม่เป็นธรรม” นำมาซึ่งความเดือดร้อนของผู้บริโภค การร้องเรียน และฟ้องร้องเป็นคดีความต่อศาล
ปัญหาเหล่านี้มีสาเหตุมาจากอะไร ใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง ผู้ประกอบการที่มองหาช่องโหว่ของกฎหมาย เพื่อหวังผลประโยชน์มากที่สุด ผู้บริโภคเองที่ต้องเข้าใจ ใส่ใจในสินค้าที่จะซื้อ หรือท้ายสุด กฎหมาย ข้อบังคับที่มีมาก แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้
ข้อเสนอนโยบาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอแนะในการกำกับดูแลธุรกิจหอพักและอาคารเช่าเพื่อการอยู่อาศัย
สถานการณ์ปัญหาและข้อเสนอแนะในการกำกับดูแลธุรกิจหอพักและอาคารเช่าเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งในปัจจุบันประสบปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้เช่า โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ประเด็นหลักที่พบคือสภาวะ “ผู้บริโภคที่เสียเปรียบ” จากอำนาจต่อรองที่ไม่เท่าเทียม นำไปสู่การทำสัญญาเช่าที่ไม่เป็นธรรมและการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคในอัตราที่สูงเกินจริง แม้จะมีประกาศควบคุมสัญญาจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แต่ยังคงมีช่องว่างทางกฎหมายระหว่างพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 กับข้อบังคับทั่วไป 1. วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและผลกระทบ จากการรวบรวมข้อมูลเรื่องร้องเรียนและผลสำรวจ พบว่าปัญหาในธุรกิจที่พักอาศัยให้เช่ามีความรุนแรงและซับซ้อน โดยสามารถจำแนกประเด็นสำคัญได้ดังนี้ ข้อมูลเชิงสถิติและกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบ รูปแบบการเอารัดเอาเปรียบที่สำคัญ การเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคเกินจริง ผู้ให้เช่าร้อยละ 100 มีการเก็บค่าไฟสูงกว่าอัตราที่การไฟฟ้าเรียกเก็บ (เฉลี่ยหน่วยละ 7 – 10 บาท) และค่าน้ำประปาส่วนใหญ่ (ร้อยละ 98.96) ถูกจัดเก็บแบบ “เหมาจ่าย” ซึ่งขาดความโปร่งใสและไม่สะท้อนการใช้งานจริง สัญญาเช่าที่ไม่เป็นธรรม 2. ช่องว่างทางกฎหมายและความเสี่ยงของผู้ประกอบการ ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในธุรกิจการเช่าที่พักอาศัย จึงมีข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้: 3. ข้อเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมกิจการหอพัก 1) ออกประกาศควบคุมสัญญา อาศัยอำนาจตามมาตรา 15(4) แห่ง พ.ร.บ. หอพัก พ.ศ. 2558 ออกประกาศกำหนดแบบสัญญามาตรฐานและหลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคให้ “เทียบเท่า” กับประกาศของ สคบ. พ.ศ. 2568 ภายใน 30 วัน 2) มาตรการจูงใจเชิงบวก จัดให้มี “ประกาศเกียรติคุณหอพักที่เป็นธรรม” ตามมาตรา 15(3) เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายและสร้างแรงจูงใจในการปรับปรุงมาตรฐาน ข้อเสนอวิธีการคิดค่าบริการกระแสไฟฟ้าหมายเหตุ : ค่าไฟฟ้าสุทธิ = ค่าพลังงานไฟฟ้า + ค่าบริการ + Ft. X VAT 7% ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อหน่วย = ค่าไฟฟ้าสุทธิปริมาณการใช้ไฟฟ้า / ค่าไฟฟ้าสุทธิปริมาณการใช้ไฟฟ้า ตัวอย่าง ห้องเช่า A มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 10 ห้อง ในเดือนกันยายน 2568 มีปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 2,000 หน่วย ค่าไฟฟ้าสุทธิ (ค่าพลังงานไฟฟ้า + ค่าบริการ + Ft. X VAT 7%) = 9,583.40 บาท ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อหน่วย = 9,583.4 / 2,000 = หน่วยละ 4.7917 หน่วยไฟฟ้า ค่าไฟฟ้า เฉลี่ยต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าสุทธิ พื้นที่ส่วนกลาง 100 4.7917 479.17 ห้องเช่าที่ 1 120 4.7917 575.00 ห้องเช่าที่ 2 250 4.7917 1,197.93 ห้องเช่าที่ 3 50 4.7917 239.59 ห้องเช่าที่…
ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4)
สถานการณ์ สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ติดตามการดำเนินการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) พบว่าการดำเนินการวางและจัดทำผังเมืองรวมฯ กระทำโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ด้วยไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น “ก่อน” การจัดทำร่างผังเมือง อีกทั้งไม่มีการชี้แจงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างเพียงพอ อาทิ การเวนคืนพื้นที่จากประชาชนที่อาจเกิดขึ้นในการวางผังคมนาคมและขนส่ง ที่จะมีการขยายถนน สภาผู้บริโภคเสนอมาที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินฐานะผู้มีอำนาจตามมาตรา 26 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ในการตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการอยู่อาศัย และใช้ชีวิตภายใต้ผังเมืองรวมฯ ฉบับใหม่ การดำเนินงาน สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ยื่นหนังสือข้อเสนอมาตรการ หนังสือที่ TCC.นย.1431/2567 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 เรื่อง ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) เสนอต่อ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ความคืบหน้า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ สม 0602/5977 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เรื่อง ขอเชิญประชุมเพื่อใช้ข้อเท็จจริง ในวันที่ 16 ธันวาคม 2567 สาระสำคัญโดยสรุป
ข้อเสนอเรื่องการจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4)
สถานการณ์ สถานการณ์ปัญหาและผลกระทบต่อผู้บริโภค กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงขนาดใหญ่ที่มีการขยายตัวของเมืองและเกิดการพัฒนาเมืองในทุกทิศทางให้มีความทันสมัยรองรับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว โดยหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาเมือง ทั้งในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมายต่าง ๆ รวมไปถึงกฎหมายผังเมืองที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการปรับปรุงและพัฒนาเมืองให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองในทุกด้าน เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาวะ ด้านการควบคุมการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ที่จะส่งผลถึงประชาชนโดยตรง ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผังเมืองหลายฉบับ เพื่อส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่จากสถานการณ์การจัดทำร่างผังเมืองรวมฯ ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันพบว่า หน่วยงานมีการออกมาตรการหลายมาตรการที่ส่งเสริมธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น มาตรการส่งเสริมการพัฒนาด้วยการเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR Bonus) ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน จาก FAR เดิมถึง 20% มาตรการโอนสิทธิการพัฒนา (TDR) ที่อนุญาตให้สามารถโอนหรือขายสิทธิการเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดินได้ โดยการจัดทำมาตรการต่าง ๆ มิได้คำนึงถึงความหนาแน่นแออัด และลักษณะทางกายภาพของเมือง และจากการจัดประชุมกลุ่มย่อยที่ผ่านมา เป็นการประชุมโดยเลือกเชิญเฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ผู้แทนจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนจากสมาคมอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมอาคารชุดไทย และอีกหลากหลายหน่วยงาน โดยมิได้มีการเชิญภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมเข้าไปร่วมรับฟังความเห็นนอกจากนี้ยังเข้าข่ายดำเนินการโดยขัดต่อ มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2562 ที่ระบุว่า “การวางและจัดทำผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ตามมาตรา 8 (1) และผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามมาตรา 8 (2) ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการผังเมืองกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ โดยให้คำนึงถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบในผังแต่ละประเภท และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบด้วยวิธีการที่หลากหลายและทั่วถึง โดยมีข้อมูลเพียงพอต่อการที่ประชาชนจะเข้าใจถึงผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และแนวทางการเยียวยาความเดือดร้อน หรือความเสียหายแก่ประชาชนหรือชุมชน” เนื่องจากการรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง ทั้งในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ และในเรื่องของเอกสารประกอบการประชุมที่ไม่มีความชัดเจน ทั้งรายละเอียดและเนื้อหา รวมถึงกระบวนการขั้นตอนมีการดำเนินการอย่างเร่งรัดโดยเป็นการนำคณะผู้จัดทำเข้ามาบรรยายให้ประชาชนรับฟังตามกระบวนการเท่านั้น และมีการรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชนเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมงของการประชุม จึงอาจทำให้มีประชาชนอีกมากที่ยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อร่างผังเมืองรวมฯ ทำให้อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้างทั้งทางตรงและทางอ้อม จากข้อมูลการรับฟังความเห็นของประชาชนต่อร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร…
ข้อเสนอนโยบาย กรณีการสร้างอาคารสูงในซอยแคบที่ขัดต่อกฎหมาย
สถานการณ์ สถานการณ์ปัญหาและผลกระทบต่อผู้บริโภค กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงขนาดใหญ่ที่มีการขยายตัวของเมืองและเกิดการพัฒนาเมืองในทุกทิศทางให้มีความทันสมัยรองรับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาที่ดินมีการปรับตัวสูงขึ้น จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แนวราบที่มีราคาสูงได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นธุรกิจประเภทแนวดิ่งหรืออาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ที่ขยายพื้นที่ใจกลางเมืองตลอดจนแนวเส้นทางรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างคุ้มค่า อย่างไรก็ตามการก่อสร้างอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่หลายแห่งต่างสร้างผลกระทบต่อผู้ที่อยู่อาศัยข้างเคียงทั้งขณะก่อสร้างและหลังจากก่อสร้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นำมาซึ่งข้อร้องเรียน ตลอดจนการฟ้องร้องเป็นคดีความต่อศาลยุติธรรมและศาลปกครองหลายคดีที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐได้ออกกฎหมายหลายฉบับ เพื่อควบคุมการก่อสร้างอาคารในหลายด้าน เช่น ระดับเสียง เวลาในการก่อสร้าง ความปลอดภัยกรณีเกิดอัคคีภัย ตลอดจนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความปลอดภัย ลดผลกระทบในการอยู่อาศัยของประชาชนในบริเวณโดยรอบเพื่อให้สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้โดยปกติ จากการติดตามสถานการณ์ปัญหาร้องเรียนเกี่ยวกับการสร้างอาคารโดยสภาองค์กรของผู้บริโภคร่วมกับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ พบว่า มีเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคหลายประการ เช่น การก่อสร้างล่าช้า สร้างไม่เป็นไปตามโฆษณา ไม่คืนเงินดาวน์ริบเงินจองเงินทำสัญญา สาธารณูปโภคไม่มี ที่จอดรถไม่เพียงพอ รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารไม่ตรงตามแบบที่ขออนุญาต ดำเนินการก่อสร้างโดยยังไม่ผ่านรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม การสร้างโดยไม่เว้นระยะร่นหรือระยะห่างตามกฎหมาย บดบังทัศนียภาพของบ้านเรือน มีการต่อเติมโดยผิดกฎหมาย การตอกเสาเข็มจนสร้างความสั่นสะเทือนจนบ้านข้างเคียงร้าว ทรุด ผนังอาคารร้าว ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและการดำรงชีวิตของประชาชนผู้บริโภคในหลายด้าน อย่างไรก็ดี แม้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ที่บังคับใช้ในการบริหารจัดการอาคารจะมีการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง และออกกฎกระทรวงเป็นการเฉพาะในแต่ละเรื่องเพื่อบังคับใช้กับการสร้างในแต่ละลักษณะ แต่ยังพบปัญหาอีกหลายประการ ดังข้อร้องเรียนข้างต้น ซึ่งเกิดจากกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุม มีช่องว่างนำไปสู่ปัญหาดังกล่าว เช่น ปัญหาการแจ้งก่อสร้างอาคารในมาตรา 39 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคารซึ่งเปิดช่องให้สามารถก่อสร้างอาคาร ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดำเนินการเพียงแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นรับรองเท่านั้น นอกจากนี้การก่อสร้างอาคารในหลายพื้นที่มีการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่อาจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขาดการรับฟังเสียงจากชุมชนโดยรอบอย่างแท้จริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญให้อาคารในหลายพื้นที่ก่อสร้างอย่างไม่ถูกต้องและมิได้คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริโภคทั้งผู้อยู่อาศัยในอาคารและชุมชนโดยรอบในระยะยาว อันเป็นปัญหาจากการที่หน่วยงานมีอำนาจไม่เพียงพอ โดยบริษัทผู้จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมถูกว่าจ้างโดยผู้ประกอบการโดยตรงจึงสร้างความไม่โปร่งใสในการดำเนินการขออนุญาต ผลกระทบต่อผู้บริโภค จากสถานการณ์ปัญหาข้างต้นการทำ EIA ที่ไม่อาจถูกต้องตามกฎหมาย ขาดการรับฟังเสียงของชุมชนโดยรอบอย่างแท้จริง จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้บริโภคทั้งที่อยู่ภายในอาคารและชุมชนบริเวณใกล้เคียง ต้องประสบปัญหาทั้งในเรื่องอาคารบังแดด บังลม และเรื่องหลักที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญคือ ความปลอดภัยด้านอัคคีภัย อันเป็นผลมาจากความกว้างถนนและทางเข้าออกที่ไม่เพียงพอต่อการสัญจรของรถดับเพลิงเป็นเหตุให้เกิดปัญหาข้อร้องเรียนตามมา เรื่องการสร้างอาคารขนาดใหญ่ภายในซอยแคบที่มี จำนวน 3 โครงการ…
กรณีการสร้างอาคารสูงในซอยแคบที่ขัดต่อกฎหมาย
สถานการณ์ สถานการณ์ปัญหาและผลกระทบต่อผู้บริโภค กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงขนาดใหญ่ที่มีการขยายตัวของเมืองและเกิดการพัฒนาเมืองในทุกทิศทางให้มีความทันสมัยรองรับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาที่ดินมีการปรับตัวสูงขึ้น จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แนวราบที่มีราคาสูงได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นธุรกิจประเภทแนวดิ่งหรืออาคารชุดคอนโดมิเนียมที่ขยายพื้นที่ใจกลางเมืองตลอดจนแนวเส้นทางรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามการก่อสร้างอาคารสูงหลายแห่งต่างสร้างผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยข้างเคียงทั้งช่วงขณะก่อสร้าง และหลังจากก่อสร้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนนำมาซึ่งปัญหาการร้องเรียน ฟ้องร้องเป็นคดีความต่อศาลยุติธรรมและศาลปกครองในหลายคดี ขณะที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐมีการออกกฎหมายหลายฉบับ เพื่อควบคุมการก่อสร้างอาคารสูง และลดผลกระทบการอยู่อาศัยของประชาชนในบริเวณโดยรอบเพื่อให้สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้โดยปกติทั้งในแง่การควบคุมเรื่องของ “เสียง” ที่ไม่ให้เสียงดังเกินไปจนเป็นการรบกวนผู้ที่อาศัยในบริเวณโดยรอบพื้นที่ก่อสร้าง เรื่องของ “เวลา” ในการก่อสร้าง ที่มีข้อกำหนดในเรื่องเวลาที่อนุญาตให้ดำเนินการ อาทิเช่น ในการก่อสร้างรากฐานของอาคาร อนุญาตให้ดำเนินการได้เฉพาะในเวลาที่พระอาทิตย์ยังไม่ตกเท่านั้น หากต้องการทำงานในเวลาค่ำหรือกลางคืนจะต้องได้รับหนังสืออนุญาตจากทางหน่วยงานราชการก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้ การจัดสรร “พื้นที่” ในการก่อสร้างอาคารสูง ซึ่งมีข้อกำหนดว่า ห้ามล้ำเขตไปยังที่ดินของผู้อื่นหรือที่ดินสาธารณะ เว้นแต่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของที่ ในกรณีเป็นที่ดินส่วนบุคล แต่หากเป็นพื้นที่สาธารณะ ก็ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เป็นต้น จากการติดตามสถานการณ์ปัญหาร้องเรียนเกี่ยวกับการสร้างอาคารสูงโดยสภาองค์กรของผู้บริโภคร่วมกับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ พบว่า มีเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคหลายประการ เช่น การก่อสร้างล่าช้า สร้างไม่เป็นไปตามโฆษณา ไม่คืนเงินดาวน์ริบเงินจองเงินทำสัญญา ระบบสาธารณูปโภคไม่มีประสิทธิภาพ ที่จอดรถไม่เพียงพอ รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารไม่ตรงตามแบบที่ขออนุญาต ดำเนินการก่อสร้างโดยยังไม่ผ่านรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ การสร้างโดยไม่เว้นระยะร่นหรือระยะห่างตามกฎหมาย บดบังทัศนียภาพของบ้านเรือน มีการต่อเติมโดยผิดกฎหมาย การตอกเสาเข็มจนสร้างความสั่นสะเทือนจนบ้านข้างเคียงร้าว ทรุด ผนังอาคารร้าว ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาหลักที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นและส่งผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนผู้บริโภคในหลายด้านอย่างไรก็ดี แม้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ที่บังคับใช้ในการบริหารจัดการอาคารสูงจะมีการแก้ไขโดยออกเป็นกฎกระทรวงเพื่อบังคับใช้กับการสร้างอาคารสูง แต่ในมาตรา 39 ทวิ ของกฎหมายดังกล่าวซึ่งระบุว่า ผู้ใดจะก่อสร้างอาคาร ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร โดยไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก็ได้ โดยการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามแบบที่คณะกรรมการควบคุมอาคารกำหนด พร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบดังกล่าวโดยต้องแจ้งข้อมูลและยื่นเอกสารและหลักฐานโดยมีรายละเอียดตามที่กฎหมายนี้กำหนด ทำให้สามารถสร้างอาคารได้โดยไม่ต้องผ่านการรับรองจาก 2 หน่วยงานและอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการสร้างอาคารได้หลังจากได้รับการรับรองจากบุคคลผู้ประกอบอาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมระดับวุฒิสถาปนิกตามกฎหมายว่าด้วยสถาปนิก และผู้รับผิดชอบงานออกแบบและคำนวณอาคารต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมระกับวุฒิวิศวกรเท่านั้นนอกจากนี้การก่อสร้างอาคารในหลายพื้นที่ทำโดยมีการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นปัจจัยสำคัญให้อาคารในหลายพื้นที่สร้างอย่างไม่ถูกต้องและส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริโภคในหลายชุมชนทั้งในเรื่องของการสร้างอาคารบังแดด บังลม และเรื่องหลักที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญคือเรื่องของความปลอดภัยด้านอัคคีภัย อันเป็นผลมาจากความกว้างถนนและทางเข้าออกที่ไม่เพียงพอต่อการสัญจรของรถดับเพลิง ซึ่งเป็นปัญหาจากการที่หน่วยงานมีอำนาจไม่เพียงพอ โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมถูกว่าจ้างโดยผู้ประกอบการโดยตรง จึงสร้างความไม่โปร่งใสในการดำเนินการขออนุญาต EIA…








