
เจาะลึกกรณี “หมอสุภัทร” ถูกให้ออกจากราชการ กับ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ในฐานะแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย สะท้อนภารกิจกู้ชีวิตในวิกฤตโควิด 19 พร้อมเปิดหลักฐานระเบียบกระทรวงการคลังที่ยกเว้นความเร่งด่วนให้แก่คนทำงาน
ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่เคยสร้างความตื่นตระหนกให้คนไทยทั่วประเทศ ภาพการทำงานของทีมแพทย์ชนบทนำโดย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เดินทางจากต่างจังหวัดพร้อมชุดตรวจเอทีเค (ATK) นับหมื่นชุดเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่สีแดงเข้มโดยเฉพาะกทม. ยังคงเป็นภาพจำที่สะท้อนถึง “จิตอาสา” ของคนไทยได้อย่างเด่นชัด แต่การดำเนินการดังกล่าว กลับนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนและคำสั่งลงโทษ ซึ่งในมุมมองของ ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย อดีตรองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และอาจารย์กฎหมาย สะท้อนว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะประเด็นระเบียบพัสดุเท่านั้น แต่คือการพิสูจน์จิตสำนึกของสังคมไทยว่าให้ค่ากับการรักษา “ระเบียบ” หรือรักษา “ชีวิตคน”
วิกฤตศรัทธา เมื่อจิตอาสาถูกลงโทษ
ดร.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย อดีตรองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และอาจารย์กฎหมาย ในฐานะผู้มีบทบาทในการบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะช่วงโควิด กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ระบบสาธารณสุขในกรุงเทพฯ ตกอยู่ในภาวะวิกฤตมากจากจำนวนผู้ป่วยที่มีมหาศาล ทำให้หน่วยงานกู้ชีพกู้ภัยและหน่วยงานรัฐไม่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้ทันการณ์ ดังนั้นการที่นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ นำทีมแพทย์ชนบทจากต่างจังหวัด เข้ามาช่วยตรวจประชาชนหลายหมื่นคน ถือเป็นการทำงานแบบ “จิตอาสา” ที่ควรได้รับความขอบคุณ โดยเฉพาะการนำชุดตรวจ ATK มาใช้ในเวลานั้นคือ การเติมเต็มช่องว่างที่หน่วยงานหลักอย่าง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังไม่สามารถสนับสนุนได้ทันท่วงที เนื่องจากกระบวนการจัดซื้อที่ล่าช้า
“เมื่อทีมแพทย์พยาบาลจิตอาสาจากต่างจังหวัด รวมถึงทีมของหมอสุภัทร ระดมชุดตรวจ ATK มาตรวจเชิงรุกให้ประชาชนได้หลายหมื่นคนติดต่อกันหลายวัน พลังการเสียสละข้ามจังหวัดเช่นนี้ คือจุดแข็งที่สุดของประเทศไทยที่ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตน้ำท่วมหรือภัยพิบัติใด ๆ คนไทยมักเสียสละทั้งแรงกายและทุนทรัพย์ส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือกันโดยไม่มีผลตอบแทน ดังนั้นการที่หมอสุภัทรจัดหาชุดตรวจมาได้ทันในขณะที่ สปสช. ยังติดขัดกระบวนการจัดซื้อ จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับคำขอบคุณมากกว่าคำตำหนิ” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวย้ำ
จัดซื้อ ATK เป็นไปตามระเบียบพัสดุในสภาวะไม่ปกติ
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่อง “การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง” ที่ถูกนำมาเป็นชนักติดหลัง นพ.สุภัทรนั้น ดร.นพ.ไพโรจน์ ยืนยันว่าการจัดซื้อ ATK ในขณะนั้นไม่เข้าข่ายความผิดดังกล่าว เนื่องจากการทำงานในภาวะภัยพิบัติเป็นการดำเนินการตามสถานการณ์จริงหน้างาน ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าเป็นปีเหมือนโครงการปกติได้ ที่สำคัญที่สุดคือ กระทรวงการคลังได้วางแนวทางผ่อนปรนไว้แล้ว ตามหนังสือของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุดที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 115 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2563 ซึ่งระบุว่าการจัดซื้อพัสดุเพื่อป้องกันและควบคุมโควิด19 ในทุกวงเงิน ถือเป็น “กรณีจำเป็นเร่งด่วน” ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงปกติ โดยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไปก่อนได้เลย
นอกจากนี้ ยังมีหนังสือตอบข้อหารือ ว 120 ที่ย้ำถึงความยืดหยุ่น และนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขเองที่กำหนดให้การซื้อ ATK เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อควบคุมโรคติดต่ออันตราย ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2564 ที่มีการระบาดหนักจน สปสช. จัดซื้อไม่ทัน การที่โรงพยาบาลชุมชนตัดสินใจจัดหาพัสดุเองเพื่อช่วยประชาชน จึงเป็นการปฏิบัติตามนโยบายความเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างถูกต้อง
ต้องรักษาสังคม ก่อนรักษากฎหมาย
ดร.นพ.ไพโรจน์ ได้ฝากข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับวิชาชีพแพทย์ โดยเปรียบเทียบกับในอดีตที่กฎหมายอาญามาตรา 305 ยังไม่เปิดช่องให้ทำแท้งได้แม้ทารกจะพิการรุนแรง แต่ในบางกรณีแพทย์สูติฯ อาจต้องยอมทำผิดกฎหมายเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและสังคม ไม่ว่าจะเป็นกรณีเด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม ธาลัสซีเมีย หัดเยอรมัน หรือทารกบวมน้ำ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่ยอมเสี่ยงคุกเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจให้ผู้ป่วยที่กำลังจะตาย ทั้งที่ขัดต่อระเบียบ หากแต่การกระทำที่ฝืนกฎเหล่านั้นมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือและรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ก็สามารถทำได้
“เราต้องการรักษาสังคม ไม่ใช่รักษากฎหมาย คือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ เพราะหากต้องเลือกระหว่างการรักษาชีวิตประชาชนนับแสนคนกับการปฏิบัติตามระเบียบที่แข็งทื่อ แพทย์ย่อมเลือกชีวิตคนก่อนเสมอ สังคมจึงต้องตั้งคำถามว่า ความรู้สึกของประชาชนนับแสนคนที่ได้รับการตรวจจากทีมหมอสุภัทรจะเป็นอย่างไร เมื่อผู้ที่ช่วยให้พวกเขารอดชีวิตกลับต้องถูกลงโทษ เพียงเพราะข้อหาทางระเบียบที่ต่างฝ่ายต่างตีความไม่เหมือนกัน” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว



