Ribbon

เสนอ 3 ทางออก แก้ วิกฤต กยศ. ชะลอค่าเทอม – จัดระบบงาน – ดันงบกลาง พร้อมเปิดรับร้องเรียน

Getting your Trinity Audio player ready...
เสนอ 3 ทางออก แก้ วิกฤต กยศ. ชะลอค่าเทอม – จัดระบบงาน – ดันงบกลาง พร้อมเปิดรับร้องเรียน

ปัญหาการจัดสรรเงินกู้ กยศ. ปีการศึกษา 2569 กระทบนักศึกษาหลายสถาบัน หลังจำนวนผู้ขอกู้สูงกว่าโควตาที่ได้รับจัดสรร ข้อมูลสำรวจ 20 สถานศึกษา พบผู้กู้รายใหม่กว่า 29,000 คน แต่ได้รับโควตาเพียงราว 47% สภาผู้บริโภคเปิดรับเรื่องร้องเรียน พร้อมเสนอชะลอเก็บค่าเทอม จัดหางานระหว่างเรียน และจัดสรรงบกลางเร่งด่วน 2,000–4,000 ล้านบาท ควบคู่การปรับ กยศ. สู่ “สวัสดิการทางการศึกษา” ที่คำนึงถึงผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

ปีการศึกษา 2569 ปัญหาการจัดสรรเงินกู้จาก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตา หลังนักเรียนและนักศึกษาหลายสถาบันเผชิญความไม่แน่นอนว่าจะได้รับเงินกู้หรือไม่ แม้ กยศ. จะประกาศเตรียมกรอบวงเงินให้กู้มากกว่า 48,000 ล้านบาท รองรับนักเรียนและนักศึกษาประมาณ 780,000 ราย

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของปีนี้ คือการนำระบบยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมของผู้กู้ยืม (Pre-Approve) มาใช้กับผู้กู้รายใหม่ ประกอบกับการจัดสรรเงินกู้แบบการจัดสรรจำนวนรายและวงเงินกู้ยืมในลักษณะการจัดลำดับชั้น (Waterfall Model) ซึ่งใช้เกณฑ์จัดลำดับความสำคัญในการให้กู้ โดยคำนึงถึงสาขาวิชาที่ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศ รวมถึงสถานะทางเศรษฐกิจของผู้กู้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงเปิดภาคเรียน เริ่มพบปัญหาในหลายสถาบัน โดยเฉพาะกรณี จำนวนผู้ยื่นขอกู้มากกว่าโควตาที่ได้รับจัดสรร ทำให้นักศึกษาบางส่วนต้องรอการจัดสรรเพิ่มเติม และบางรายต้องหาเงินมาชำระค่าเล่าเรียนด้วยตนเองในระหว่างรอความชัดเจน

นางสาวจิรัชว์ชยา คำมี ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาการกู้ยืมเงิน กยศ. ปีการศึกษา 2569 ทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนแนวทางช่วยเหลือในระยะเร่งด่วนและการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

นางสาวจิรัชว์ชยา ระบุว่า สถานการณ์ในปีการศึกษานี้มีทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณและสภาพคล่องของกองทุน ประกอบกับการใช้ Waterfall Model มาใช้จัดลำดับความสำคัญของสาขาวิชา โดยให้ความสำคัญกับสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศ ส่งผลให้นักศึกษาในบางสาขาวิชา โดยเฉพาะกลุ่มสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และครุศาสตร์ ได้รับผลกระทบจากการจัดสรรโควตา

นอกจากนี้ การใช้เกณฑ์รายได้ครอบครัวร่วมกับการตรวจสอบข้อมูลจากฐานข้อมูลกรมสรรพากร ยังทำให้ผู้กู้บางรายประสบปัญหาด้านเอกสารหรือสถานะค้างอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ และไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ตามช่วงเวลาที่จำเป็นต้องชำระค่าเล่าเรียน

สำรวจ 20 สถานศึกษา ได้โควตาเพียง 47%

นางสาวจิรัชว์ชยา กล่าวว่า ข้อมูลจากการสำรวจสถานศึกษา 20 แห่งของ นายพลาธิป พิมพ์สุวรรณ์ และคณะEduAccess – เครือข่ายได้เรียน ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 พบว่า มีผู้ยื่นขอกู้รายใหม่ประมาณ 29,079 คน แต่ได้รับการจัดสรรโควตาประมาณ 13,803 คน หรือราว 47% ของผู้ยื่นกู้ทั้งหมด ทำให้นักศึกษาจำนวนหนึ่งยังตกค้างและต้องรอการจัดสรรเพิ่มเติม ขณะที่บางมหาวิทยาลัยพบสัดส่วนผู้ไม่ได้รับโควตาสูงถึง 50 – 60%

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเงินค่าเล่าเรียน แต่ยังเชื่อมโยงกับโอกาสในการเรียนต่อและการดำรงชีวิตของนักศึกษา

จากผลสำรวจ ผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,652 ราย ระหว่างวันที่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า 45% ระบุว่าต้องพักการเรียน ลาออก หรือเปลี่ยนเส้นทางการศึกษา เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ขณะที่ประมาณ 30% ต้องกู้ยืมหรือหยิบยืมเงินจากญาติ และบางส่วนจำเป็นต้องทำงานเพิ่มเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน

นางสาวจิรัชว์ชยา มองว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการเข้าถึงเงินกู้ กยศ. ไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ แต่กระทบโดยตรงต่อ โอกาสทางการศึกษา เพราะสำหรับครอบครัวที่ไม่มีเงินสำรอง การไม่ได้รับเงินกู้ตามเวลาที่วางแผนไว้อาจหมายถึงการต้องพักการเรียนหรือออกจากระบบการศึกษา

เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน แก้ วิกฤต กยศ.

สำหรับมาตรการเฉพาะหน้านางสาวจิรัชว์ชยา ระบุว่า มีข้อเสนอสำคัญ 3 แนวทาง เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อนักศึกษาที่อยู่ระหว่างรอการจัดสรรเงินกู้ ได้แก่

1. ชะลอการเรียกเก็บค่าเทอม

ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาให้ชะลอการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา หรือขยายระยะเวลาชำระเงินสำหรับนักศึกษาที่อยู่ระหว่างรอผลหรือรอการจัดสรร กยศ. เพื่อไม่ให้ความล่าช้าของเงินกู้กลายเป็นเหตุให้นักศึกษาต้องพักการเรียนหรือลาออก

2. จัดระบบงานระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัย

ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยจัดหางานพิเศษหรือการจ้างงานภายในสถาบัน เพื่อให้นักศึกษามีรายได้ระหว่างเรียน ช่วยลดภาระค่าครองชีพและบรรเทาภาระทางการเงินของครอบครัวในช่วงที่ยังไม่ได้รับเงินกู้

3. เสนอรัฐบาลจัดสรรงบกลาง 2,000 – 4,000 ล้านบาท

เสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบกลางเพิ่มเติมประมาณ 2,000 – 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควตา กยศ. ไม่เพียงพอ และป้องกันไม่ให้นักศึกษาต้องออกจากระบบการศึกษาเพียงเพราะไม่มีเงินชำระค่าเล่าเรียน

เสนอปรับ กยศ. จาก “กลไกเงินกู้” สู่ “สวัสดิการทางการศึกษา”

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว นางสาวจิรัชว์ชยา กล่าวว่า ไม่ควรมองปัญหา กยศ. เพียงว่าในแต่ละปีมีวงเงินให้กู้เพียงพอหรือไม่ แต่ควรกลับมาทบทวนบทบาทของกองทุนในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ โดยคำนึงถึง ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการมอง กยศ. ให้กว้างกว่าการเป็นเพียง “กลไกเงินกู้” และพัฒนาไปสู่การเป็น “สวัสดิการทางการศึกษา” ที่ดูแลผู้เรียนตั้งแต่ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษา ไปจนถึงการมีงานทำและสามารถบริหารจัดการภาระหนี้หลังสำเร็จการศึกษา

สภาผู้บริโภคยังเสนอให้พัฒนาระบบ ครูแนะแนวตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อให้ผู้เรียนมีข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาและการประกอบอาชีพอย่างรอบด้าน รวมถึงส่งเสริมการศึกษาสายอาชีวศึกษาให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถลดต้นทุนการศึกษาและเพิ่มโอกาสในการมีงานทำหลังเรียนจบ

พร้อมกันนี้ ควรทบทวนเงื่อนไขที่อาจเพิ่มภาระแก่นักศึกษา เช่น การกำหนดกิจกรรมจิตอาสา 36 ชั่วโมง และพิจารณาส่งเสริมความรู้ด้านทักษะการบริหารจัดการเงิน (Financial Literacy) เพื่อให้ผู้กู้มีความรู้ในการวางแผนรายรับ รายจ่าย หนี้ และการชำระคืนได้อย่างเหมาะสม

นางสาวจิรัชว์ชยา ย้ำว่า การแก้ปัญหา กยศ. ไม่ควรจบเพียงการเพิ่มโควตาหรือจัดหาเงินให้เพียงพอในปีการศึกษาหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องมองระบบสวัสดิการทางการศึกษาทั้งระบบ ตั้งแต่ การแนะแนว การเลือกเส้นทางการศึกษา การเข้าถึงเงินทุน การลดภาระค่าใช้จ่าย การบริหารเงินหมุนเวียนของกองทุน การสร้างทักษะทางการเงิน ไปจนถึงการมีงานทำหลังเรียนจบ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องแบกรับภาระหนี้เกินความจำเป็น

สภาผู้บริโภคเปิดรับเรื่องร้องเรียน ช่วยทั้งรายกรณี – ผลักดันระดับนโยบาย

นางสาวจิรัชว์ชยา ระบุว่า สภาผู้บริโภคมองว่าการศึกษาเป็นบริการรูปแบบหนึ่งที่ประชาชนต้องเข้าถึง ผู้เรียนจึงควรได้รับการคุ้มครองสิทธิและได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาจากระบบหรือกระบวนการที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้เรียน

สภาผู้บริโภคจึงเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการจัดสรรเงินกู้ การไม่ได้รับโควตา หรือการถูกตัดสิทธิ กยศ. เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กยศ. และคณะกรรมาธิการการศึกษา เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาทั้งในระดับรายกรณีและระดับนโยบาย

สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว สามารถร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคได้ที่ https://complaint.tcc.or.th/complaint โดยแนบเอกสารหรือภาพหน้าจอที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเท่าที่มี เช่น หลักฐานการยื่นกู้ สถานะการกู้ หนังสือแจ้งผลการพิจารณา หนังสือหรือประกาศจากสถานศึกษา ใบแจ้งค่าเล่าเรียน หรือหลักฐานการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากไม่มีเอกสารดังกล่าว ผู้ร้องยังสามารถยื่นเรื่องได้ โดยให้ระบุข้อเท็จจริง วันเวลา หน่วยงานที่ติดต่อ และผลกระทบที่ได้รับอย่างละเอียด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง