
แฮกเกอร์โจมตีระบบตู้แช่ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายประเทศในยุโรป ทำสินค้าเสียหายจำนวนมาก กระทบชีวิตประจำวันผู้บริโภค เตือนไทยเสี่ยง กระตุ้นรัฐกำกับมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ทุกอุตสาหกรรม แนะประชาชนเตรียมรับมือ
การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่หลายประเทศในยุโรปที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เมื่อแฮกเกอร์ไม่ได้มุ่งเพียงขโมยข้อมูลส่วนบุคคลหรือเงินในบัญชีธนาคาร แต่พุ่งเป้าเจาะเข้าสู่ระบบควบคุมอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเช้าสู่ร้านค้า และสร้างความเสียหายต่อสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน สภาผู้บริโภคกระตุ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต ชี้เอไอทำให้การค้นหาช่องโหว่และโจมตีระบบดิจิทัลเกิดขึ้นได้รวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์ส์ รายงานเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ว่า ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายประเทศในยุโรป ได้แก่ สวีเดน เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และไอร์แลนด์ ได้รับผลกระทบจากการโจมตีระบบควบคุมตู้แช่เย็นและตู้แช่แข็ง ทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงถึง 50 องศาเซลเซียส และส่งผลให้อาหารแช่เย็นและแช่แข็งเสียหายจำนวนมาก เช่น ร้านคาร์ฟูร์ โดนโจมตีพร้อมกัน 15 สาขาในเบลเยี่ยม เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของโลกที่พึ่งพาอินเทอร์เน็ตเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ตั้งแต่การค้าปลีก การเงิน การสื่อสาร ไปจนถึงระบบควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้าน
แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุผู้ก่อเหตุหรือยืนยันได้ว่าการโจมตีในแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันหรือไม่ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์ของยุโรปเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ผู้ไม่หวังดีจะใช้ระบบควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกลเป็นช่องทางสร้างความเสียหายต่อธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานอาหาร
แฮกเกอร์เจาะระบบกลางกระทบวงกว้าง
อุดมธิปก ไพรเกษตร อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุโรปสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันทั้งองค์กรธุรกิจ หน่วยงานรัฐ และประชาชน ต่างใช้อินเทอร์เน็ตเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบคอมพิวเตอร์หรือฐานข้อมูล แต่สามารถกระทบต่อการทำงานของอุปกรณ์และบริการที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยตรง
กรณีซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นตัวอย่างชัดเจน เนื่องจากระบบทำความเย็นสมัยใหม่ใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับสินค้า สภาพแวดล้อม และการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยสามารถควบคุมและตรวจสอบผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจากศูนย์กลาง แทนการให้พนักงานปรับอุณหภูมิด้วยตนเองตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม การรวมศูนย์ควบคุมดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดอ่อน หากผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงระบบควบคุมส่วนกลางได้ ก็อาจส่งผลต่ออุปกรณ์จำนวนมากพร้อมกัน ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้างจากระบบดิจิทัลไปสู่สินค้าและบริการที่ประชาชนใช้งานจริง
อุดมธิปกกล่าวว่า เหตุการณ์โจมตีครั้งนี้มีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เพราะแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์หรือบริการใดก็ตามที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ล้วนมีโอกาสถูกเข้าถึงหรือควบคุมจากภายนอก หากระบบรักษาความปลอดภัยมีช่องโหว่
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ประกอบการซึ่งต้องรับภาระความเสียหายจากสินค้าที่เน่าเสียเท่านั้น แต่ยังส่งต่อมายังผู้บริโภค ทั้งในรูปแบบของสินค้าขาดแคลนชั่วคราว การเข้าถึงสินค้าและบริการลดลง หรือความเสี่ยงที่ต้นทุนความเสียหายของธุรกิจจะถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในระยะต่อไป
“ที่สำคัญ เหตุการณ์นี้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล แต่เป็นการโจมตีความสามารถในการให้บริการของระบบ ซึ่งเป็นความเสี่ยงอีกด้านหนึ่งที่องค์กรและหน่วยงานกำกับดูแลต้องให้ความสำคัญมากขึ้น” อุดมธิปก กล่าว
ปัจจุบันความเสี่ยงจากการโจมตีไซเบอร์มีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้นตามพัฒนาการของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเอไอ ซึ่งสามารถช่วยวิเคราะห์ระบบและค้นหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้รวดเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ไม่หวังดีก็สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการโจมตีได้เช่นกัน
หลักสำคัญของการบริหารความเสี่ยงคือ ต้องยอมรับว่าไม่มีระบบใดปลอดภัยได้ 100% องค์กรจึงไม่ควรมองเพียงการป้องกันไม่ให้ถูกโจมตี แต่ต้องสามารถตรวจพบความผิดปกติ จำกัดความเสียหาย และฟื้นฟูระบบกลับมาให้บริการได้อย่างรวดเร็ว
จี้รัฐกำกับมาตรฐาน ระวัง ภัยไซเบอร์ ทุกอุตสาหกรรม
อุดมธิปกกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือหน่วยงานกำกับดูแลต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยไซเบอร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้บริการประชาชนจำนวนมาก หรือมีระบบดิจิทัลเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
ปัจจุบันบางอุตสาหกรรมมีหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะ เช่น ธนาคารและธุรกิจประกันภัย รวมถึงกิจการโทรคมนาคม ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีข้อกำหนดด้านการบริหารความเสี่ยงและการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่ธุรกิจประเภทอื่นที่ใช้ระบบควบคุมอุปกรณ์ผ่านอินเทอร์เน็ตก็จำเป็นต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงเช่นกัน
สำหรับประเทศไทย มีทั้งสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และหน่วยงานกำกับดูแลรายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จึงควรบูรณาการการทำงานเพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของแต่ละกิจการ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเงิน โทรคมนาคม ค้าปลีก หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรประเมินช่องโหว่ของระบบอย่างสม่ำเสมอ จำกัดสิทธิการเข้าถึงระบบควบคุมจากภายนอก จัดให้มีระบบสำรองและแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง รวมถึงสามารถแยกระบบที่ถูกโจมตีออกจากระบบหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายขยายวงกว้าง
ประชาชนต้องปกป้องตัวเอง แต่ไม่ตื่นตระหนก
อุดมธิปกกล่าวว่า ความเสี่ยงจากการโจมตีไซเบอร์สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศ เพราะธุรกิจและประชาชนต่างพึ่งพาระบบดิจิทัลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบการเงิน การชำระเงิน และการสื่อสาร ซึ่งกลายเป็นบริการพื้นฐานในชีวิตประจำวัน
หากระบบธนาคารหรือการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ขัดข้องจากการโจมตีไซเบอร์ ประชาชนอาจไม่สามารถถอนเงินหรือโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ได้ตามปกติ จึงควรมีเงินสดสำรองในจำนวนที่เหมาะสมกับความจำเป็น เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ระบบดิจิทัลไม่สามารถให้บริการได้ชั่วคราว
เช่นเดียวกับการสื่อสาร ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้อินเทอร์เน็ตผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ มากกว่าการโทรศัพท์แบบเดิม บางคนติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) โดยไม่มีหมายเลขโทรศัพท์สำรอง หากแพลตฟอร์มหรือระบบอินเทอร์เน็ตขัดข้อง ก็อาจไม่สามารถติดต่อบุคคลสำคัญได้ทันที
ดังนั้น การมีช่องทางติดต่อสำรอง เช่น หมายเลขโทรศัพท์ของสมาชิกครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด จึงเป็นการเตรียมพร้อมที่ควรทำควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม อุดมธิปกเห็นว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือกักตุนเงินสดและสินค้าเกินความจำเป็น แต่ควรเตรียมความพร้อมตามระดับความเสี่ยงของตนเอง เช่นเดียวกับการเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วม ไฟฟ้าดับ หรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ ที่อาจทำให้บริการพื้นฐานหยุดชะงักชั่วคราว
ระวังอุปกรณ์อัจฉริยะในบ้าน ช่องทางใหม่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว
อีกประเด็นที่นายอุดมธิปกให้ความสำคัญคือ ความเสี่ยงจากอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน หรือ Internet of Things (IoT) เช่น กล้องวงจรปิด หุ่นยนต์ดูดฝุ่น และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจมีการส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์หรือเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการในต่างประเทศได้
แม้อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย แต่ผู้บริโภคควรตระหนักว่าข้อมูลที่อุปกรณ์จัดเก็บหรือส่งออกไปอาจเกี่ยวข้องกับภาพภายในบ้าน พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือข้อมูลการใช้งานส่วนบุคคล หากระบบถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็อาจกระทบความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยได้
อุดมธิปกเห็นว่า การกำกับดูแลอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตควรได้รับความสำคัญในระดับประเทศ ทั้งมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์ การจัดการข้อมูล การอัปเดตซอฟต์แวร์ และความรับผิดชอบของผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการเมื่อเกิดเหตุละเมิดความปลอดภัย สำหรับผู้บริโภค ควรเลือกใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตที่มีนโยบายด้านความปลอดภัยชัดเจน เปลี่ยนรหัสผ่านเริ่มต้น อัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ และตรวจสอบสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์
“แม้การโจมตีไซเบอร์บางกรณีจะไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง แต่ปัญหาข้อมูลรั่วไหลยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ประชาชนไม่ควรมองข้าม เพราะข้อมูลที่หลุดออกไปอาจถูกนำไปใช้หลอกลวงหรือแอบอ้างตัวตนในรูปแบบต่าง ๆประชาชนจึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันข้อมูลของตนเอง โดยเฉพาะบัญชีอีเมลซึ่งมักเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงบริการดิจิทัลอื่น ๆ ควรเปิดใช้ระบบยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication) ใช้รหัสผ่านที่รัดกุมและไม่ซ้ำกัน รวมถึงระมัดระวังการกดลิงก์หรือเปิดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ” อุดมธิปก กล่าว
เหตุการณ์ไซเบอร์โจมตีซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนว่า เมื่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน ภัยไซเบอร์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและความปลอดภัยของผู้บริโภค หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการจึงต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ เพราะความปลอดภัยในโลกดิจิทัลไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นหลักประกันสิทธิและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคทุกคน



