Ribbon

กสทช.ปล่อย ทีวีดิจิทัล เสี่ยงจอดับ ฟรีทีวีอาจล้มทั้งแผง คนจนถูกบีบให้จ่ายเพื่อดูทีวี

กสทช.ปล่อย ทีวีดิจิทัล เสี่ยงจอดับ ฟรีทีวีอาจล้มทั้งแผง คนจนถูกบีบให้จ่ายเพื่อดูทีวี

ลองนึกภาพประเทศที่ไม่มีรถไฟ เหลือไว้แต่รถยนต์ส่วนตัวกับเครื่องบิน ใครจ่ายไหวก็เดินทางได้ ใครจ่ายไม่ไหวก็ติดอยู่กับที่ นี่คือภาพเปรียบเทียบที่สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค และอดีตกรรมการ กสทช. ใช้อธิบายอนาคตการรับรู้ข่าวสารของคนไทย หากฟรีทีวีค่อย ๆ หายไปจากระบบสื่อสารพื้นฐานของประเทศ

“ฟรีทีวีก็เหมือนรถไฟที่อาจจะเก่า มีคนขึ้นน้อยลง แต่มันคือบริการขั้นพื้นฐานที่คนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าเน็ต ถ้าวันหนึ่งรถไฟขบวนนี้หายไป คนที่ไม่มีกำลังจ่ายก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” สุภิญญา กล่าว

คำเตือนนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะใบอนุญาตฟรีทีวีของภาคเอกชน ซึ่งเป็นช่องที่ประชาชนรับชมได้ผ่านเสาอากาศหรือกล่องรับสัญญาณโดยไม่ต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต จะสิ้นสุดลงในปี 2572 หรืออีกราว 3 ปีข้างหน้า แต่ปัจจุบัน กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ในฐานะผู้กำกับดูแลคลื่นสัญญาณในประเทศยังไม่มีแผนแม่บทรองรับทีวีดิจิทัลที่ชัดเจนว่าหลังจากนั้นจะเดินหน้าต่ออย่างไร ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการทีวิดิจิทัล โดยภาคเอกชนที่ขณะนี้มีอยู่ 15 สถานี ซึ่งการไร้ซึ่งแผนการกำกับจาก กสทช. อาจนำไปสู่การยุติกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์

คนไม่มีกำลังจ่าย… ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

คนเมืองและคนรุ่นใหม่อาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบ เพราะคุ้นกับการดูข่าวผ่านมือถืออยู่แล้ว แต่สำหรับผู้สูงอายุ คนรายได้น้อย และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่เป็นประชากรจำนวนมากที่สุดของประเทศ ฟรีทีวียังเป็นช่องทางหลักในการติดตามข่าวสาร ตั้งแต่ข่าวประจำวัน ข่าวเตือนภัยน้ำท่วม ไปจนถึงสถานการณ์ฉุกเฉิน

สุภิญญาย้ำว่า การบอกว่าทุกคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้แล้วไม่ตรงกับความจริง หลายโครงการรัฐที่ต้องลงทะเบียนออนไลน์ยังสะท้อนให้เห็นว่า มีประชาชนจำนวนมากตกหล่น เพราะไม่มีสมาร์ตโฟนหรือไม่มีอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม ฟรีทีวีไม่ได้หมายถึงแค่จอโทรทัศน์ แต่คือสัญญาณภาคพื้นดินที่ส่งข้อมูลถึงบ้านเรือนได้โดยไม่ต้องต่อเน็ต หากสัญญาณนี้หายไป คนที่อยากดูข่าวก็ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ค่าอุปกรณ์ไปจนถึงค่าแพ็กเกจรายเดือน แต่ตลาดโทรคมนาคมไทยหลังการควบรวมกิจการมีผู้ให้บริการหลักเหลือเพียงไม่กี่ราย ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง ทั้งเรื่องราคา คุณภาพบริการ และอำนาจต่อรองในการเข้าถึงข่าวสาร

หาก กสทช. ไม่มีแผนรองรับหลังใบอนุญาตสิ้นสุด ช่องเอกชนจำนวนมากอาจไปต่อไม่ได้ คนดูอาจเหลือช่องฟรีให้เลือกน้อยลง หรือเหลือเพียงช่องของรัฐมากขึ้น ซึ่งเสี่ยงทำให้ฟรีทีวีกลายเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ของรัฐ มากกว่าจะเป็นแหล่งข่าวที่มีความเป็นกลาง หลากเสียง หลายมุมมอง

ผลกระทบเริ่มเห็นชัดขึ้นจากธุรกิจทีวีดิจิทัลที่ทยอยลดต้นทุน ปลดนักข่าวและกองบรรณาธิการ ส่วนช่องที่ยังอยากไปต่อ ก็เหลือทางเลือกไม่กี่ทาง ทั้งปิดช่องทีวีและย้ายไปสู้บนออนไลน์หรือระบบโอทีที (ระบบสตรีมมิงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เน็ตฟลิก (Netflix) อ้ายฉีอี้ (iQiyi)สปอติฟาย (Spotify) หรือกลับไปเช่าเวลาออกอากาศกับรัฐ ซึ่งเท่ากับย้อนยุคกลับไปสู่ระบบเมื่อหลายสิบปีก่อนที่รัฐเป็นเจ้าของคลื่นแต่เพียงผู้เดียว และหากเลือกสร้างแอปพลิเคชันของตัวเองสู้ ก็ต้องไปแข่งในมหาสมุทรข้อมูลข่าวสารกับแอปพลิเคชันระดับโลกที่มีอิทธิพลเหนือกว่า

เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมโทรทัศน์มีความเดือดร้อนต่อการที่ กสทช. นิ่งเฉยในการพิจารณาแผนทีวีดิจิทัลเนื่องจากแผนดังกล่าวจะมีผลโดยตรงต่อการดำเนินการทางธุรกิจ และได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกดดัน กสทช. ให้พิจารณาเป็นเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่เป็นที่ปรากฎชัดว่า กสทช. แทบไม่บรรจุวาระการพิจารณาแผนดังกล่าวเข้าสู่การประชุม หรือมีการเลื่อนวาระเรื่อยมา แม้มีการวิพากวิจารณ์ กสทช. ในรัฐสภาเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่วาระพิจารณาแผนแม่บททีวีดิจิทัลก็ยังถูกวาระอื่นแทรกและถูกเลื่อนการพิจารณาออกไปอีกเช่นกัน

หลุมดำการกำกับโอทีที

อีกด้านหนึ่งของปัญหาคือ ขณะที่ทีวีและวิทยุยังถูกกำกับโดย กสทช. แต่พื้นที่ออนไลน์และบริการโอทีทีกลับยังไม่มีเจ้าภาพชัดเจน สุภิญญาระบุว่า ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ประเด็นนี้ถูกผลักไปมาระหว่าง กสทช. กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี จนไม่เกิดกลไกกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรม

ช่องว่างดังกล่าวทำให้แพลตฟอร์มออนไลน์มีอำนาจต่อผู้บริโภคไทยมากขึ้น ตั้งแต่การกำหนดว่าเนื้อหาใดจะถูกมองเห็น ปัญหาการจัดการคอนเทนต์อันตราย ไปจนถึงความรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย ขณะที่ผู้บริโภคแทบไม่มีอำนาจต่อรอง นำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ทั้งคอนเทนต์หลอกลวง คอนเทนต์ล่อให้คลิก และขบวนการมิจฉาชีพออนไลน์ ยกตัวอย่างกรณีไลฟ์อนาจารบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา แม้กระทรวงดีอีจะเชิญแพลตฟอร์มมาหารือ แต่ยังไม่เห็นแนวทางที่เป็นรูปธรรม สะท้อนว่าอิทธิพลของแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่รัฐยังไม่มีเจ้าภาพกำกับดูแลที่ชัดเจน

“เราไม่มีอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มที่มีจากต่างประเทศเลย เพราะรัฐไม่มีเจ้าภาพในการกำกับดูแล ยกตัวอย่างที่เห็นชัดก็เช่นกรณีไลฟ์อนาจารบนเฟซบุ๊ก จะเรียกว่าเสียอธิปไตยทางการสื่อสารก็ใกล้แล้วเหมือนกัน” สุภิญญา ระบุ

สุภิญญาเห็นว่า แม้ไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับกำกับโอทีที แต่ กสทช. ยังสามารถเริ่มจากการกำกับบริการที่นำช่องทีวีไปเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น ไอพีทีวี หรือโอทีทีที่ถ่ายทอดช่องทีวี ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจกำกับดูแลเดิมของ กสทช. อยู่แล้ว และหากเห็นว่ายังไม่มีอำนาจโดยตรง กสทช. ก็ควรทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพเปิดโต๊ะหารือร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างมาตรฐานคุ้มครองผู้บริโภคอย่างโปร่งใส ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาถูกโยนไปมาจนไม่มีใครรับผิดชอบ

ต่างประเทศทำได้ โดยไม่ละเมิดเสรีภาพ

โจทย์การถ่วงดุลอำนาจแพลตฟอร์มข้ามชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก สุภิญญาชี้ว่า หลายประเทศเริ่มเห็นตรงกันว่า หากปล่อยให้แพลตฟอร์มออนไลน์เติบโตโดยไม่มีกติกา อำนาจต่อรองของผู้บริโภค สื่อท้องถิ่น และรัฐจะยิ่งลดลง จึงต้องมีกลไกบางอย่างเพื่อทำให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบต่อสังคมที่เข้าไปทำธุรกิจอยู่

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือประเทศออสเตรเลีย ที่ออกกฎหมายต่อรองค่าข่าว หรือ News Media Bargaining Code เมื่อปี 2021 เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้สำนักข่าวท้องถิ่นในการเจรจากับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น กูเกิล และเมตา เจ้าของเฟซบุ๊ก หลักคิดของกฎหมายนี้ไม่ใช่การให้รัฐเข้าไปควบคุมเนื้อหาข่าว แต่เป็นการทำให้แพลตฟอร์มที่ได้ประโยชน์จากเนื้อหาข่าวต้องแบ่งรายได้บางส่วนกลับคืนสู่อุตสาหกรรมสื่อ

ในยุโรป หลายประเทศก็ใช้แนวทางคล้ายกัน คือทำให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบมากขึ้นผ่านมาตรการทางกฎหมายและค่าปรับทางแพ่ง เช่น ในประเทศฝรั่งเศสเคยสั่งปรับกูเกิล ฐานไม่เจรจาค่าลิขสิทธิ์ข่าวกับสำนักข่าวอย่างสุจริต แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่า การกำกับแพลตฟอร์มไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเซ็นเซอร์เนื้อหาเสมอไป แต่อาจเป็นการสร้างกติกาเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องระวังคือ การให้อำนาจรัฐกำกับแพลตฟอร์มอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างควบคุมเสรีภาพทางการเมือง โดยเฉพาะในประเทศที่รัฐมีแนวโน้มใช้อำนาจเกินขอบเขต หลายประเทศจึงเลือกใช้มาตรการทางแพ่ง เช่น การปรับเงิน หากแพลตฟอร์มไม่จัดการเนื้อหาอันตรายภายในเวลาที่กำหนด แทนการใช้โทษทางอาญา เพื่อลดความเสี่ยงที่จะกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

“เมื่อ 10 – 20 ปีก่อน ประชาชนอาจไม่เห็นด้วยถ้ารัฐจะลุกขึ้นมากำกับ เพราะกลัวรัฐคุมเสรีภาพ แต่ตอนนี้คนเห็นแล้วว่าอิทธิพลของแพลตฟอร์มสูงมากจนเราไม่มีอำนาจต่อรอง” สุภิญญา กล่าว

ทั้งนี้ บทเรียนจากต่างประเทศจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มอำนาจให้รัฐเข้าไปควบคุมเนื้อหาโดยตรง แต่อยู่ที่การออกแบบกติกาให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อผู้ใช้และสังคม ภายใต้ขอบเขตที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคไม่กลายเป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพของประชาชน

4 มิ.ย. เปิดวงกดดันรัฐ คุมแพลตฟอร์ม-รักษา ทีวีดิจิทัล

ท่ามกลางความไม่ชัดเจนทั้งเรื่องอนาคตฟรีทีวีและการกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ วันที่ 4มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคเตรียมเปิดเวทีระดมความเห็นร่วมกับภาคเอกชน สื่อมวลชน และเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันให้หน่วยงานกำกับมีคำตอบที่ชัดเจนขึ้น

สุภิญญา ระบุว่า เวทีดังกล่าวมีเป้าหมาย คือการหารือเกี่ยวกับอนาคตฟรีทีวีในฐานะช่องทางพื้นฐานที่ประชาชนรับข่าวสารได้โดยไม่ต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ต และการกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ให้รับผิดชอบต่อผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรกำกับอิสระที่มีทั้งงบประมาณ กลไก และอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับกิจการสื่อสารโดยตรง

นอกจากเวทีเสวนา สภาผู้บริโภคยังเตรียมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับเฟซบุ๊ก จากกรณีปล่อยให้มีโฆษณาและเพจหลอกลวงสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนปัญหาเดียวกันว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ไม่ควรถูกปล่อยให้ลอยตัวเหนือความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้บริโภคเสียหายจากโฆษณาหลอกลวง บางรายสูญเงินถึงหลักร้อยล้านบาท

ทั้งนี้ ระหว่างที่รัฐและหน่วยงานกำกับยังไม่มีมาตรการชัดเจน สุภิญญาเห็นว่า ผู้บริโภคสามารถร่วมเรียกร้องและปกป้องสิทธิของตัวเองได้จากการลดเวลาใช้แพลตฟอร์ม ไม่กดไลก์ ไม่แชร์ ไม่สนับสนุนเนื้อหาหลอกลวงหรือคอนเทนต์ล่อให้คลิก รวมถึงช่วยกันกดรายงานเมื่อพบเนื้อหาที่เอาเปรียบผู้บริโภค และหันมาสนับสนุนสื่อในประเทศเพื่อสร้างแรงถ่วงดุลกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ

“ที่เขาให้เราใช้เสมือนฟรี แท้จริงเราจ่ายด้วยข้อมูลส่วนตัว เวลา อารมณ์ และความเครียดจากคอนเทนต์ที่เป็นพิษ มันเหมือนกองมลภาวะที่ไม่มีใครจัดการ” สุภิญญา กล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ผู้บริโภคทำได้ในเวลานี้ไม่ใช่การเลิกใช้แพลตฟอร์มทั้งหมดทันที แต่คือการค่อย ๆ เดินออกจากกองมลภาวะดิจิทัล ลดการสนับสนุนเนื้อหาที่เป็นอันตราย และดูแลสุขภาวะของตัวเองก่อน ในระหว่างที่รัฐและแพลตฟอร์มยังไม่แสดงความรับผิดชอบอย่างเพียงพอ