Ribbon

รุมค้านแผน PDP ใหม่ พึ่งก๊าซนำเข้า – ค่าไฟแพงปลุกประชาชนติดโซลาร์

รุมค้านแผน PDP ใหม่ พึ่งก๊าซนำเข้า – ค่าไฟแพงปลุกประชาชนติดโซลาร์

สภาผู้บริโภคแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 หรือ PDP 2026 โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้แผนดังกล่าวกำหนดเป้าหมายเพิ่มพลังงานสะอาดและมุ่งสู่แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) แต่โครงสร้างในช่วง 12 ปีแรกยังมีการเพิ่มกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าและเผชิญความผันผวนของราคาพลังงานโลกต่อไป ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงไปอีกหลายปี

“12 ปีแรก” จุดเสี่ยง PDP 2026

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากการศึกษาร่าง PDP 2026 ร่วมกับข้อมูลการศึกษาของ ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SDG Move) และ Agora พบประเด็นที่น่ากังวลอย่างน้อย 2 เรื่องสำคัญ คือ เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกและการลดการปล่อยคาร์บอกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ที่ไม่น่าเป็นไปได้ รวมถึงการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในช่วงต้นของแผน สวนทางกับแนวทางส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งทำให้ไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน จากต้นทุนพลังงานที่แพง

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับร่าง PDP 2024 กำลังผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่เพิ่มจากประมาณ 6,300 เมกะวัตต์ เป็นประมาณ 9,100 เมกะวัตต์ ซึ่งในมุมมองของคณะผู้ศึกษามองว่าไม่มีความจำเป็น ขณะเดียวกัน จะเกิดความเสี่ยงจากราคา LNG ที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้ เพราะขึ้นอยู่กับตลาดโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หากเกิดสงครามหรือความขัดแย้ง ราคาก๊าซสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และส่งผ่านมายังต้นทุนค่าไฟของประชาชน

“ช่วง 12 ปีแรกของแผน มีโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก แทรกเข้ามาโดยไม่จำเป็น ปัจจุบันเรามีโรงไฟฟ้าจำนวนมากที่แม้ไม่ได้ผลิต แต่เราต้องจ่ายค่าพร้อมจ่าย และการนำเข้า LNG จำนวนมาก ถือเป็นความมั่นคงปลอม ที่สุดท้ายประชาชนต้องรับกรรมต่อไป เพราะตราบใดที่ LNG ยังอยู่ในระบบในสัดส่วนสูง เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าค่าไฟจะลดลง เพราะเราไม่สามารถกำหนดราคา LNG ได้เอง การพึ่ง LNG ต่อไปจึงไม่ใช่เพียงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นทั้งเรื่องค่าไฟ ความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” รศ.ดร.ชาลี กล่าว

“แดดไทยมีทุกวัน” ทำไมยังเลือก LNG

ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ตั้งคำถามต่อความหมายของคำว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” ภายใต้การจัดทำ แผน PDP ฉบับใหม่ โดยมองว่า ความมั่นคงที่แท้จริงต้องรวมถึงความสามารถของประเทศในการพึ่งพาพลังงานของตนเอง ไม่ใช่เพิ่มการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ต้องซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ประเทศไทยนำเข้า LNG แล้ว คิดเป็นมูลค่าราว 1.6 แสนล้านบาท และราคาปรับเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากเดือนมกราคมอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท เดือนกรกฎาคม ขยับเป็น 30,000 ล้านบาท และส่งผลกระทบต่ออัตราค่าไฟของประชาชน

“เราจะอยู่กับ LNG เหมือนยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ที่สำคัญ เราบอกว่าจะควบคุมค่าไฟไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ไม่ได้ ในเมื่อเราควบคุมราคา LNG ไม่ได้”

ผศ.ประสาทยกข้อมูลจากงานศึกษาและตัวอย่างต่างประเทศเพื่อชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงานมีต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างโครงการในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ใช้โซลาร์ร่วมกับแบตเตอรี่เพื่อจ่ายไฟต่อเนื่องในราคาเพียง 2.30 บาทต่อหน่วย รวมถึงอินเดียและออสเตรเลียซึ่งมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

“วันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไปแล้ว เราสามารถใช้แสงแดดร่วมกับแบตเตอรี่ให้จ่ายไฟได้ต่อเนื่องมากขึ้น และราคามีแนวโน้มลดลง แต่ LNG กลับเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมราคาได้ นี่คือโจทย์ที่ PDP ต้องตอบให้ประชาชนได้ว่า ทำไมเราจึงเลือกผูกประเทศไว้กับเชื้อเพลิงนำเข้า”

ผศ.ประสาทยังตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นธรรมของราคารับซื้อไฟฟ้าจากประชาชน ที่ราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ขณะที่การไฟฟ้านครหลวงซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ อยู่ที่ 3.37 บาทต่อหน่วย โดยระบุว่า หากรัฐต้องการสร้าง “โรงไฟฟ้าประชาชน” อย่างจริงจัง กติกาการรับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปต้องสะท้อนต้นทุนและประโยชน์ต่อระบบอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนลงทุนเอง แต่ได้รับผลตอบแทนที่ไม่จูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน

ชี้ PDP 2026 เพิ่มก๊าซ สกัดโอกาสพลังงานสะอาด

นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ประกาศจุดยืนคัดค้านร่าง PDP 2026 โดยเฉพาะโครงสร้างในช่วง 12 ปีแรก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นให้กว้างขวางกว่าที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แผน PDP 2026 ได้เพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่อีกประมาณ 9,100 เมกะวัตต์ ขณะที่ระบบมีโรงไฟฟ้าที่มีอยู่รัฐต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้กับเอกชน ซึ่งท้ายที่สุดถูกส่งผ่านมายังค่าไฟของประชาชน และอาจทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการเร่งลงทุนโซลาร์และระบบแบตเตอรี่ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมเป็นผู้ผลิตพลังงานได้โดยตรง

“น้ำท่วมวันนี้เป็นบทเรียนให้เราเห็นว่า คำว่า ‘เอาอยู่’ ของรัฐบาล ไม่ได้แปลว่าเอาอยู่จริง เช่นเดียวกับ PDP ถ้าบอกว่าทำตามแผนแล้วอีก 20 กว่าปีข้างหน้าค่าไฟจะถูกลง ทั้งที่ 12 ปีแรกยังเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซและพึ่ง LNG ที่เราไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ดังนั้นเราอย่าไปเชื่อ เราต้องเชื่อตัวเอง ต้องพึ่งพาตัวเอง และเราต้องรวมตัวกันคัดค้านแผน PDP ฉบับนี้ และหันมาติดตั้งโซลาร์บนหลังคาบ้านตัวเอง เพื่อไม่ให้ถูกมัดมือชกให้ต้องซื้อไฟแฟงไปอีก 24 ปี” นางสาวรสนากล่าว

สำหรับทางออกที่ประชาชนสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้คือการเพิ่มความสามารถในการผลิตและจัดการพลังงานด้วยตนเอง โดยเฉพาะ โซลาร์รูฟท็อปควบคู่กับแบตเตอรี่ ซึ่งหากเกิดขึ้นในระดับครัวเรือนและชุมชนจำนวนมาก จะช่วยลดความต้องการไฟจากระบบในบางช่วงเวลา และสร้างแรงผลักดันให้โครงสร้างพลังงานเปลี่ยนจากระบบที่ประชาชนเป็นเพียง “ผู้ซื้อไฟ” ไปสู่การเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน

นางสาวรสนากล่าวว่า ขอให้ประชาชนช่วยกันหยุดยั้งแผน PDP 2026 ซึ่งทำโดยกลุ่มนักวิชาการและกลุ่มทุนพลังงานที่ได้ประโยชน์การใช้พลังงานจากฟอสซิลต่อไป การนำเข้า LNG มหาศาล ซึ่งทำลายโลกและสิ่งแวดล้อมโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ประชาชนต้องลุกขึ้นมาพึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งการผลิตไฟฟ้าของทางการ น้ำท่วมครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเราทำลายโลก สิ่งแวดล้อม เราต้องผลิตพลังงานสะอาดในครอบครัวของเรา และพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ถ้ารัฐบาลไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้ เราก็ต้องพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ถ้าวันใดแบตเตอรี่เหมือนตู้เย็นที่มีทุกบ้าน เมื่อนั้นกลุ่มทุนพลังงานไม่สามารถเอาเปรียบเราได้

จี้เปิด PDP ให้คนทั้งประเทศร่วมตัดสิน

สภาผู้บริโภคเห็นว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าชนิดใด แต่คือ ใครมีส่วนกำหนดอนาคตพลังงานของประเทศ และใครเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากการตัดสินใจนั้น

แม้กระทรวงพลังงานได้จัดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง PDP 2026 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 และระบุว่าจะนำความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนไปปรับปรุงแผน สภาผู้บริโภคเห็นว่า แผนซึ่งกำหนดโครงสร้างการผลิตไฟฟ้ายาวถึงปี 2050 และส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟของประชาชนทุกครัวเรือน ควรมีการรับฟังความคิดเห็นที่ครอบคลุมมากกว่าการจัดเวทีเพียงช่วงเวลาจำกัด

จึงเสนอให้ ขยายเวลารับฟังความคิดเห็น จัดเวทีในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เปิดเผยรายละเอียด สมมติฐาน ต้นทุน และผลการรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ รวมถึงจัดทำทางเลือกที่ประชาชนสามารถเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนว่า หากประเทศไทยลดการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซแล้วเพิ่มโซลาร์ พลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ และการจัดการความต้องการใช้ไฟ จะส่งผลต่อค่าไฟ ความมั่นคง และการปล่อยคาร์บอนแตกต่างจากร่างปัจจุบันอย่างไร

พร้อมกันนี้ สภาผู้บริโภคเตรียมเปิด เว็บไซต์กลางด้านโซลาร์เซลล์ในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์ ทั้งข้อมูลต้นทุน สิทธิ ขั้นตอน กติกาการเชื่อมต่อระบบ และการขายไฟส่วนเกิน เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลสำหรับตัดสินใจและสามารถพึ่งพาพลังงานของตนเองได้มากขึ้น

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง