Ribbon

แค่เดินไปกินข้าว แต่ต้องเสีย 15,000 กับค่า คอร์สเสริมความงาม ที่ไม่ตั้งใจซื้อ

แค่เดินไปกินข้าว แต่ต้องเสีย 15,000 กับค่าคอร์สที่ไม่ตั้งใจซื้อ

ใครจะคิดว่าแค่ไปเดินห้างเพื่อจะกินข้าว จะกลายเป็นเรื่องวุ่นวายที่ทำให้ต้องเสียเงินถึง 15,000 บาท ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรเลย

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 เมื่อผู้บริโภครายหนึ่งเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ โดยตั้งใจเพียงว่าจะไปรับประทานอาหาร แต่ระหว่างเดินผ่านคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง กลับถูกพนักงานเข้ามาชักชวนให้ซื้อคอร์สบริการเสริมความงาม

แม้ในตอนแรกเธอจะไม่ได้สนใจใช้บริการ แต่พนักงานยังคงพยายามพูดคุยและเสนอขายคอร์สอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เธอกำลังรีบไปทำธุระส่วนตัวและพยายามขอตัวออกจากการสนทนาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้ จนเริ่มรู้สึกอึดอัดและกดดัน

สุดท้าย ด้วยความต้องการให้การสนทนาจบลง เธอจึงยอมดำเนินการตามขั้นตอนที่พนักงานแนะนำ ก่อนพบว่าตนเองได้ตกลงซื้อคอร์สเสริมความงาม มูลค่าถึง 15,000 บาท ทั้งที่ไม่ได้มีความตั้งใจจะใช้บริการตั้งแต่แรก

เมื่อทราบเช่นนั้น เธอจึงรีบขอยกเลิก แต่พนักงานกลับแจ้งว่าไม่สามารถยกเลิกรายการได้ พร้อมเสนอเงื่อนไขและบริการอื่นเพิ่มเติม ทำให้เธอตัดสินใจยอมรับข้อเสนอไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อเธอตัดสินใจเข้าไปทดลองใช้บริการตามคอร์สที่ตกลงไว้ กลับต้องเผชิญกับการเสนอขายคอร์สที่มีราคาสูงขึ้นอีกครั้ง จนรู้สึกกดดันและไม่สบายใจที่จะกลับไปใช้บริการต่อ

จากความตั้งใจเพียงแค่ไปกินข้าว กลับกลายเป็นการต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้วางแผนไว้ และยังต้องเผชิญกับการเสนอขายบริการซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอจึงต้องการยกเลิกคอร์สและขอเงินคืน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

หน่วยงานประจำจังหวัดเข้าช่วยเหลือ

หลังจากประสบปัญหา ผู้บริโภคตัดสินใจร้องเรียนมายัง หน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค จากคำแนะนำของคนรู้จัก เพื่อขอความช่วยเหลือในการเจรจายกเลิกบริการและขอเงินคืนจากคลินิก

หน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ได้รับเรื่องร้องเรียนและดำเนินการช่วยเหลือ โดยในวันที่ 10 กันยายน 2569 ได้นัดหมายผู้บริโภคเดินทางไปยังคลินิกเสริมความงามแห่งดังกล่าว เพื่อพูดคุยกับผู้จัดการคลินิกโดยตรง

การเจรจาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรม และช่วยให้ผู้บริโภคได้รับการแก้ไขปัญหา โดยหน่วยงานประจำจังหวัดทำหน้าที่ประสานงานและร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ ทำให้ผลการเจรจาเป็นไปด้วยดี โดยทางคลินิกตกลงคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค จนนำไปสู่การยุติเรื่องร้องเรียนในที่สุด

จากปัญหาที่ผู้บริโภคเคยรู้สึกว่าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง เมื่อมีหน่วยงานในพื้นที่เข้ามาช่วยประสานและเจรจา ก็ทำให้สามารถหาทางออกและคลี่คลายข้อพิพาทได้

จุดเชื่อมความเป็นธรรมเข้าถึงผู้บริโภค

ผู้บริโภคสะท้อนว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น รู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะซื้อคอร์สเสริมความงามตั้งแต่แรก แต่กลับต้องเสียเงินถึง 15,000 บาท เมื่อพยายามขอยกเลิกก็ไม่สามารถทำได้ จนไม่รู้ว่าจะหาทางออกจากปัญหานี้อย่างไร

กระทั่งได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ และมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยประสานงาน นัดหมายไปเจรจากับทางคลินิกโดยตรง ทำให้รู้สึกว่ามีคนคอยช่วยเหลือ ไม่ต้องไปเจรจากับผู้ประกอบการเพียงลำพัง และสุดท้ายทางคลินิกก็ตกลงคืนเงินให้

จากประสบการณ์ครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าการมีหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ในจังหวัดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่าต้องทำอย่างไร หรือกล้าเข้าไปเจรจากับผู้ประกอบการด้วยตัวเอง การมีหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและพร้อมเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จึงทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

ทั้งยังอยากให้ผู้บริโภคคนอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญปัญหา ไม่จำเป็นต้องยอมรับความเสียหายหรือปล่อยให้เรื่องเงียบไป เพราะยังมีหน่วยงานที่พร้อมรับฟังและช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้ความเป็นธรรมไม่ควรเป็นเรื่องไกลตัว และผู้บริโภคไม่ควรต้องสู้เพียงลำพัง

เพราะสิทธิของผู้บริโภคจะมีความหมายมากขึ้น เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงกลไกที่ช่วยคุ้มครองสิทธิและแก้ไขปัญหาได้จริง

หากผู้บริโภคพบปัญหาจากการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการถูกบังคับหรือกดดันให้ซื้อคอร์ส การได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือการถูกปฏิเสธไม่ให้ยกเลิกบริการ สามารถขอคำปรึกษาและร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคได้ที่เว็บไซต์ www.tcc.or.th

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง