Ribbon

คลินิกเสริมความงามทำพิษ จากลูกค้าประจำ สู่ผู้เสียหายสุดท้ายต้องจ่าย 7 หมื่น

คลินิกเสริมความงามทำพิษ จากลูกค้าประจำ สู่ผู้เสียหายสุดท้ายต้องจ่าย 7 หมื่น

เธอคนนี้เป็นลูกค้าประจำของ คลินิกเสริมความงาม แห่งหนึ่ง และในวันเกิดเหตุเธอตั้งใจเดินทางไปเติมเงินในระบบของคลินิกเพิ่มอีก 50,000 บาท เพื่อใช้ทำหัตถการฉีดสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Sculptra) มูลค่า 50,000 บาท เนื่องจากวงเงินเดิมที่มีอยู่ไม่เพียงพอ

แต่จากการทำธุรกรรมสั้น ๆ กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่สร้างความอึดอัดใจ เมื่อพนักงานขายพยายามชักชวนให้เพิ่มเงินในระบบจาก 50,000 บาท เป็น 77,500 บาท พร้อมทั้งยึดบัตรเครดิตของเธอไว้และไม่ยอมคืน แม้เธอจะปฏิเสธหลายครั้งก็ตาม

การตื๊อขายดำเนินอยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมง ท่ามกลางการโน้มน้าวและกดดันอย่างต่อเนื่อง จนเธอรู้สึกเหนื่อยล้า และต้องการให้สถานการณ์จบลง สุดท้ายจึงยอมตกลงชำระเงินตามจำนวนที่พนักงานเสนอ มูลค่า 77,500 บาท แต่เรื่องกลับไม่ได้จบลงแค่นั้น

เพราะในวันเดียวกันกับที่ตกลงจ่ายเงิน เธอได้เริ่มใช้คอร์สหัตถการ Sculptra และแพทย์ผู้รักษาย้ำว่า “เคสนี้จะไม่จ่ายยาแก้อักเสบ เพราะต้องการให้หน้าเกิดการอักเสบเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งจะส่งผลให้การรักษาได้ผลดีที่สุด” แต่เมื่อถึงขั้นตอนรับยา กลับพบว่าคลินิกกลับจัดยาแก้อักเสบมาให้ เธอจึงสอบถามคลินิกว่าพนักงานที่จ่ายยาเป็นเภสัชกรหรือไม่ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ

“ถ้าวันนั้นไม่ได้อ่านฉลากยา และกินตามที่คลินิกจัดให้ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดผลกระทบต่อร่างกายไหม” เธอกล่าว

แต่ยังไม่ทันคลายความกังวล ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะหลังจากที่เธอกลับถึงบ้านและได้ตรวจสอบรายการชำระเงินกลับพบว่าไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ เนื่องจากเธอแจ้งความประสงค์ชัดเจน ว่าต้องการผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิตแบบ 0% นาน 10 เดือน แต่ทางคลินิกกลับทำรายการเรียกเก็บเต็มจำนวนในครั้งเดียว เธอจึงต้องเสียเวลาเดินทางกลับไปที่คลินิกอีกครั้งเพื่อติดต่อแก้ไขรายการด้วยตนเอง

เมื่อเจอทั้งปัญหาการขายที่กดดัน ความผิดพลาดเรื่องยา และความผิดพลาดด้านการชำระเงิน เธอจึงตัดสินใจขอยกเลิกคอร์สและขอรับเงินคืนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นเดือนเดียวกันกับที่ซื้อคอร์ส แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความเงียบ

เรื่องนี้ถูกปล่อยให้ยืดเยื้อนานหลายเดือน โดยไม่มีการดำเนินการใด ๆ จากคลินิก จนเธอตัดสินใจร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคเพื่อขอความช่วยเหลือ

หลังรับเรื่องร้องเรียน เจ้าหน้าที่สภาผู้บริโภคได้ประสานงานและเจรจากับคลินิก โดยในช่วงแรกทางคลินิกแจ้งว่าไม่สามารถคืนเงินส่วนที่ยังไม่ใช้บริการจำนวน 38,500 บาทได้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ต้องหักออก ทั้งค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ภาษี และค่าคอมมิชชันของพนักงานขาย ทำให้ยอดเงินที่เสนอคืนเหลือเพียง 25,500.14 บาท

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ผู้ร้องได้แจ้งปัญหาและแสดงความประสงค์ขอยกเลิกบริการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แต่ทางคลินิกกลับไม่ดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังจนเรื่องยืดเยื้อเป็นเวลานาน สภาผู้บริโภคจึงเห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่คลินิกนำมาอ้างเพื่อหักเงินคืน ไม่ควรเป็นภาระที่ผู้บริโภคต้องรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากความล่าช้าและการบริหารจัดการของคลินิกเอง

ท้ายที่สุด เพื่อหาทางออกร่วมกันและยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ผู้ร้องเสนอให้คลินิกคืนเงินจำนวน 30,000 บาท ซึ่งทางคลินิกยินยอมชดเชยตามจำนวนดังกล่าว

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การถูกกดดันให้ซื้อสินค้าและบริการอาจนำไปสู่ปัญหาตามมาได้มากกว่าที่คิด และบางครั้งผู้บริโภคต้องเสียทั้งเงิน เวลา และความสบายใจเพื่อแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้ก่อขึ้นเอง

สภาผู้บริโภคขอแนะนำว่า บัตรประชาชนและบัตรเครดิตเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่ควรมอบให้พนักงานนำไปดำเนินการโดยคลาดสายตา ตรวจสอบยอดชำระเงินที่ปรากฎบนสลิปก่อนเซ็นชื่อทุกครั้ง และทุกครั้งที่ได้รับยา ควรตรวจสอบชื่อยาและฉลากอย่างละเอียดก่อนรับประทาน

ทั้งนี้ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการเสริมความงาม ควรเก็บหลักฐานสำคัญ เช่น ใบเสร็จรับเงิน เอกสารการชำระเงิน ข้อความสนทนา หรือหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภค ผ่านช่องทางออนไลน์ https://www.tcc.or.th/

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง