Ribbon

แค่เดินห้างก็เสียเงินเกือบ 3 หมื่น ชวน จับฉลาก อ้างส่วนลดสุดคุ้ม เปิดกลวิธีขายที่ต้องระวัง

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับผู้บริโภครายหนึ่งที่เดินทางไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้า หลังชำระเงินที่แคชเชียร์และกำลังเข็นรถออกจากบริเวณจุดชำระเงิน ก็พบกับบูธจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งเครื่องฟอกอากาศ เครื่องกรองน้ำ และเตาแก๊ส โดยมีพนักงานเข้ามาชักชวนให้แวะฟังรายละเอียดสินค้า

ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นเพียงการแนะนำสินค้าทั่วไป พนักงานแจ้งว่าสินค้ามีราคาเต็ม 59,800 บาท แต่บริษัทจัดโปรโมชันลดเหลือ 49,800 บาท ก่อนชักชวนให้ผู้บริโภค จับฉลาก เพื่อรับส่วนลดเพิ่มเติม

เมื่อจับฉลากกลับพบว่าได้รับส่วนลดถึง 40% ซึ่งพนักงานจึงแสดงท่าทีประหลาดใจ พร้อมอ้างว่าปกติบริษัทให้ส่วนลดเพียง 10% เท่านั้น ก่อนทำทีโทรศัพท์สอบถามบริษัทและแจ้งว่าเป็นโปรโมชันพิเศษที่เพิ่งเพิ่มเข้ามา โดยไม่ได้แจ้งพนักงานล่วงหน้า เพราะเกรงว่าจะนำสิทธิพิเศษไปให้ญาติหรือคนรู้จัก

จากราคาเกือบ 50,000 บาท จึงเหลือเพียง 29,880 บาท พร้อมข้อเสนอของแถมเพิ่มเติม โดยพนักงานระบุว่าจะได้รับเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งหมด 4 ชิ้น ได้แก่ เครื่องฟอกอากาศ เครื่องกรองน้ำ หม้อทอดไร้น้ำมัน และเครื่องดูดฝุ่น

แม้ข้อเสนอจะดูคุ้มค่า แต่ผู้บริโภคยังไม่ต้องการซื้อ จึงพยายามปฏิเสธและแจ้งว่าจะกลับมาพร้อมลูกในช่วงเย็น เพื่อช่วยกันพิจารณาก่อนตัดสินใจ ด้านพนักงานยังคงหว่านล้อม โดยย้ำว่า “เป็นราคาพิเศษที่หาไม่ได้อีกแล้ว” หากไม่ตัดสินใจซื้อในเวลานั้น กลับมาอีกครั้งก็จะไม่ได้รับส่วนลดเดิม

ด้วยการชักชวนอย่างต่อเนื่องและแรงกดดันให้ต้องตัดสินใจทันที สุดท้ายผู้บริโภคจึงยอมรูดบัตรเครดิตเป็นเงิน 29,880 บาท เพื่อซื้อสินค้าดังกล่าว

หลังกลับถึงบ้าน ผู้บริโภคเริ่มค้นหาข้อมูล และพบว่ามีผู้บริโภครายอื่นเผยแพร่ประสบการณ์เกี่ยวกับการถูกชักชวนให้ซื้อสินค้าด้วยวิธีการคล้ายกัน จึงเกิดความกังวลว่าตนเองอาจถูกหลอกให้ซื้อสินค้าในราคาที่ไม่เหมาะสม ผู้บริโภคจึงรีบติดต่อธนาคารเพื่อขอระงับรายการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต แต่ได้รับแจ้งว่าการยกเลิกรายการต้องดำเนินการผ่านบริษัทผู้ขาย

เมื่อไม่สามารถยกเลิกรายการได้ทันที ผู้บริโภคจึงตัดสินใจร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานครของสภาผู้บริโภค เพื่อขอความช่วยเหลือในการคืนสินค้าและยกเลิกรายการชำระเงิน

ภายหลังรับเรื่องร้องเรียน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ดำเนินการรับเรื่องและประสานติดตามความคืบหน้า เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม โดยผู้บริโภคแจ้งว่าได้เจรจากับผู้ประกอบการจนสามารถตกลงคืนสินค้าและขอเงินคืนได้แล้ว

ไม่ใช่ครั้งแรก กรณีผู้สูงอายุถูกหว่านล้อมให้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพง

เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีข่าวผู้สูงอายุถูกพนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าชักชวนให้ซื้อสินค้าราคาหลายหมื่นบาท โดยใช้วิธีเข้าหา ชวนทำแบบสอบถาม และให้จับฉลากรับส่วนลดพิเศษ

หนึ่งในกรณีที่เคยเป็นข่าวคือ คุณยายรายหนึ่งที่ถูกพนักงานขายเกลี้ยกล่อมให้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการ โดยอ้างว่าเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศและได้รับส่วนลดพิเศษ จนยอมจ่ายเงินสดหลายหมื่นบาท แต่เมื่อครอบครัวตรวจสอบภายหลัง กลับพบว่าสินค้าดังกล่าวเป็นแบรนด์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ผลิตในประเทศจีน และมีราคาจำหน่ายสูงกว่าราคาสินค้าที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในท้องตลาดอย่างมาก

ครอบครัวจึงนำเรื่องราวออกมาเตือนภัยสังคม ขณะที่ผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์ต่างร่วมแชร์ประสบการณ์ว่าเคยพบพฤติกรรมการขายในลักษณะเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่ากลวิธีใช้ส่วนลดล่อใจและเร่งรัดให้ตัดสินใจซื้อยังคงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวัง

เจอแบบนี้ต้องรับมืออย่างไร

สภาผู้บริโภคแนะนำว่า ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาสูง ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และไม่ควรตัดสินใจเพียงเพราะได้รับส่วนลดจำนวนมากหรือถูกเร่งรัดให้ซื้อทันที เพรา ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับข่าวสารและคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าและบริการ รวมถึงสิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการ โดยปราศจากการชักจูงที่ไม่เป็นธรรม

ดังนั้น หากพบพนักงานขายเข้ามาชักชวนให้ร่วมกิจกรรมจับฉลากหรือเสนอส่วนลดพิเศษ ผู้บริโภคสามารถปฏิเสธได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเกรงใจ และควรระมัดระวังคำกล่าวอ้างว่าสินค้ามีราคาถูกกว่าปกติหลายเท่า หรือเป็นสิทธิพิเศษที่ต้องใช้ทันที เพราะส่วนลดจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าสินค้ามีราคาถูกกว่าท้องตลาดเสมอไป ทางที่ดีควรตรวจสอบยี่ห้อ คุณสมบัติ แหล่งผลิต ราคา และเงื่อนไขการรับประกัน พร้อมเปรียบเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกันก่อนตัดสินใจซื้อ

สำหรับผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าไปแล้วและพบว่าอาจถูกชักจูงด้วยข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิด หรือต้องการขอยกเลิกการซื้อขาย ควรเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ทั้งใบเสร็จรับเงิน สลิปบัตรเครดิต เอกสารการซื้อขาย ใบรับประกัน ภาพถ่ายสินค้า และข้อความสนทนากับผู้ขาย จากนั้นติดต่อผู้ประกอบการเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อแจ้งเหตุผลและขอคืนสินค้าหรือยกเลิกการซื้อขาย และสามารถร้องเรียนมาที่ สภาผู้บริโภค ผ่านเว็บไซต์ www.tcc.or.th หรือโทร 1502 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.00 – 17.00 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง