
จากความตั้งใจซื้อจีวรผ้าฝ้ายเพื่ออุดหนุนงานทำมือ สุดท้าย พระโดนหลอกออนไลน์ สูญเงิน 4,500 บาท สะท้อนปัญหามิจฉาชีพออนไลน์และช่องโหว่การจัดการบัญชีม้า
เรื่องนี้เป็นคำบอกเล่าที่องค์กรสมาชิกสภาผู้บริโภคลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์พระมหาณพสฤษฏ์ ปุญญชโย พระลูกวัดจากวัดท่าหลวง จังหวัดพิจิตร ซึ่งท่านยอมรับตรง ๆ ว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังงงกับตัวเอง เพราะท่านคิดเสมอว่าตัวท่านเองน่าจะไม่มีวันโดนหลอก
เรื่องมันเริ่มจากที่พระรูปนี้พบว่าจีวรผืนเก่าที่สั่งทำมาเนื้อผ้าค่อนข้างหนา ห่มแล้วไม่ค่อยสบายตัว ท่านจึงหาซื้อผืนใหม่ ที่เป็นผ้าฝ้ายทอมือ ซึ่งน่าจะระบายอากาศได้ดีกว่า พร้อมคิดว่าถ้าได้อุดหนุนของทำมือ ก็เหมือนได้ช่วยเกษตรกรตัวเล็ก ๆ ไปในตัว
พระโดนหลอกออนไลน์
พระมหาณพสฤษฏ์ เล่าว่า ท่านพิมพ์คำว่า “จีวรผ้าฝ้าย” ค้นหาในกูเกิล (Google) ตามประสาคนทั่วไป ผลลัพธ์ที่เด้งขึ้นมากลับเป็นเพจขายผ้าไหมไทย บนเฟซบุ๊ก (Facebook) เข้าไปดูโปรไฟล์ก็ผ้าหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งเต็มไปหมด ผ้าไตร ผ้าหลากสี ดูจริงจังน่าเชื่อถือ ท่านจึงทักไปถามในกล่องข้อความของเพจ ปลายทางตอบไว คุยดี แถมยังมีข้อเสนอที่ระบุว่า “…ถ้าเอาไว้ใช้เอง จะแถมผ้าไตรให้อีกชุดหนึ่ง ครบตั้งแต่จีวร สังฆาฏิ สบง ผ้ารัดอก ยันผ้ากราบ ทั้งหมดนี้ 4,500 บาท สีส้มตามที่ท่านอยากได้…”
พอถึงตอนที่ต้องจ่ายเงิน ปลายทางส่งเลขบัญชีมาให้ ท่านก็โอนไป 4,500 บาท ส่งสลิปตามไปให้เรียบร้อย ท่านจำได้ลาง ๆ ว่าน่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย หลังจากโอนเงิน เพจนั้นก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกลับมาอีก ของก็ยังมาไม่ถึง พอท่านทวงหนักเข้าบอกว่า “มาหลอกลวงพระ หลอกลวงเจ้า มันเป็นบาปนะ” แล้วร้านก็กดบล็อกหนีไปดื้อ ๆ
หลังจากนั้นท่านจึงโทรไปร้องที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ ที่เบอร์ 1441 มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงรับสาย ซักถามความเสียหาย แล้วบอกแนวทางว่าจะระงับบัญชีปลายทางไว้ชั่วคราว แต่ท่านต้องเอาเลขที่รับเรื่องไปติดต่อกับธนาคารต่ออีกทอด ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่สุดท้ายต้องเดินทางไป ๆ มา ๆ เจอเจ้าหน้าที่บ้าง ไม่เจอบ้าง ต้องถ่ายเอกสาร ต้องส่งแชตในไลน์ไปเป็นหลักฐาน กว่าจะได้เรื่องเสียทั้งเวลาเสียทั้งแรง สุดท้ายท่านเลยตัดใจ ปล่อยเงินก้อนนั้นไป ยิ่งไปกว่านั้นคือ ท่านลองโอนเข้าบัญชีเดิมดูเล่น ๆ 1 บาท ปรากฏว่ายังโอนเข้าได้ ทั้งที่ควรจะโดนอายัดไปแล้ว แปลว่ามิจฉาชีพยังนั่งรอเหยื่อรายถัดไปได้สบาย ๆ
พระมหาณพสฤษฏ์ เล่าอีกว่า ปกติสั่งของออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง ไม่ค่อยพลาด แต่รอบนี้เหมือนกรรมมาเยือน ทั้งที่จุดเริ่มมาจากความอยากทำดีแท้ ๆ ท่านจึงอยากเตือนญาติโยมว่า ก่อนโอนให้ดูดี ๆ เพราะขนาดพระที่คิดว่าตัวเองระวังแล้วยังโดนเหมือน นอกจากนี้ ท่านยังฝากคำถาม ไปถึงธนาคารด้วยว่า ทำไมถึงปล่อยให้มิจฉาชีพเปิดบัญชีม้ามาหลอกประชาชน และเมื่อมีคนร้องเรียน ทำไมบัญชีเหล่านั้นถึงยังเปิดรับเงินต่อได้เรื่อย ๆ
เมื่อผู้บริโภคลุกขึ้นฟ้องแพลตฟอร์ม
เงิน 4,500 บาท ของพระรูปนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาใครหลายคน แต่จริง ๆ มันคือภาพจำลองของปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นมาก และตอนนี้ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่ตอบคำถามของท่านตรง ๆ
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค พร้อมทนายและตัวแทนผู้เสียหาย 10 ราย ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลแพ่ง เอาผิดแพลตฟอร์มข้ามชาติและธนาคารหลายแห่ง เรียกเงินคืนพร้อมค่าเสียหายกลุ่มแรกรวมกว่า 230 ล้านบาท จากเคสที่ผู้เสียหายถูกหลอกผ่านโฆษณาและช่องทางออนไลน์
จุดยืนคือ การหลอกลวงที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำนั้น มีที่มาที่และเกิดขึ้นต่อกันเป็นห่วงโซ่ ตั้งแต่ระบบโฆษณาบนแพลตฟอร์ม ช่องทางแชต ไปจนถึงเส้นทางเงินที่วิ่งผ่านธนาคาร ถ้าข้อต่อไหนสักข้อทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ ความเสียหายก็อาจไม่เกิด โดยเฉพาะฝั่งธนาคาร ที่สภาผู้บริโภคมองว่า พฤติกรรมโอนเข้าบัญชีม้าซึ่งผิดปกติชัด ๆ เป็นสิ่งที่ธนาคารมีเครื่องมือตรวจจับและสั่งระงับได้ทันอยู่แล้ว แต่กลับปล่อยปละละเลย
สภาผู้บริโภคระบุว่า คดีนี้ไม่ได้หวังแค่เงินคืนให้ผู้เสียหาย แต่อยากปักหมุดเป็นบรรทัดฐาน กดดันให้แพลตฟอร์มและธนาคารยกเครื่องมาตรการดูแลผู้บริโภคเสียที ไม่ใช่ปล่อยให้คนถูกโกงแบกเรื่องไว้คนเดียว โดยศาลนัดพิจารณานัดแรกวันที่ 3 สิงหาคม 2569
อย่างไรก็ตาม สำหรับพระรูปนี้ และสำหรับคนธรรมดาอีกไม่รู้กี่คนที่เคยไปทวงความยุติธรรมแล้วเจอแต่ความเงียบ คดีนี้อาจเป็นจุดเริ่มของคำตอบว่า ความรับผิดชอบมันไม่ควรจบแค่ที่ตัวมิจฉาชีพ แต่ต้องย้อนกลับไปถึงคนที่คุมระบบและถือกุญแจเส้นทางเงิน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง


