
ตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่สถิติร้องเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังสะท้อนช่องโหว่ระบบคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้บริโภคจี้รัฐผลักดันเลมอน ลอว์ และสิทธิในการซ่อม คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค
ซื้อรถใหม่ป้ายแดง ขับยังไม่ทันถึงปีก็ต้องจอดนิ่งรอซ่อม ทั้งที่ค่างวดยังต้องผ่อนทุกเดือนเหมือนเดิม บางบ้านต้องควักเงินเช่ารถหรือเรียกแท็กซี่พาผู้สูงอายุไปฟอกไต เพราะรถของตัวเองยังค้างอยู่ที่ศูนย์
ภาพแบบนี้ไม่ใช่เรื่องของผู้บริโภคคนใดคนหนึ่งหรือรถเพียงยี่ห้อเดียว แต่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหลายร้อยรายในไทยกำลังเผชิญพร้อม ๆ กัน สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนปัญหาที่ชัดเจนว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโตเร็วเกินกว่าที่กฎหมาย ซึ่งเปรียบเสมือน “เกราะคุ้มครองผู้บริโภค” จะวิ่งตามทัน และนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เมื่อรถราคาตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านเกิดปัญหาขึ้นมา เรามีกฎหมายและสิทธิอะไรที่จะบังคับให้บริษัทต้องรับผิดชอบ และอะไรคือสิ่งที่เรายังขาดอยู่
ตลาดโตใต้นโยบายรัฐ แต่การคุ้มครองผู้บริโภคโตไม่ทัน
ไม่กี่ปีมานี้ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ค่ายรถจากจีนทยอยเปิดตัวรุ่นใหม่แทบทุกเดือน ราคาเริ่มต้นถูกลงจนใกล้เคียงรถสันดาปคันเล็ก ขณะที่รัฐเองก็เดินหน้านโยบายส่งเสริมเต็มที่ ทั้งลดภาษีนำเข้าและให้เงินอุดหนุนผู้ประกอบการ เพื่อดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการใช้รถพลังงานสะอาดของภูมิภาค แต่หลังป้ายโฆษณาที่สดใส กลับซ่อนไว้ด้วยปัญหาของผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข
ข้อมูลสภาผู้บริโภคระหว่างปี 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งหมด 792 เรื่อง แบ่งเป็นปัญหาบริการหลังการขาย 451 เรื่อง ปัญหาการส่งมอบรถยนต์ 192 เรื่อง และปัญหาด้านการซื้อขาย 149 เรื่อง เมื่อแยกย่อยลงไป ปัญหาที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือ ศูนย์บริการปิดตัวหรือบริการไม่ตรงตามที่โฆษณา 329 เรื่อง ตามด้วยรออะไหล่ 94 เรื่อง และต่อประกันไม่ได้ 28 เรื่อง ขณะที่กลุ่มปัญหาการส่งมอบ พบอุปกรณ์สำคัญของรถชำรุดถึง 164 เรื่อง และในกลุ่มปัญหาด้านซื้อขาย พบว่าผู้บริโภคต้องเจอราคารถที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังออกรถได้ไม่นานถึง 96 เรื่อง ทั้งนี้ หากมองภาพรวมจะเห็นว่าปัญหาใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าคือเรื่องบริการหลังการขายที่คิดเป็น 56% ของปัญหาทั้งหมด
สอดคล้องกับเรื่องร้องเรียนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ระหว่างปี 2567 – 2569 ที่มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ EV รวม 1,348 ราย โดยปัญหาหลักคือเรื่องรถชำรุดบกพร่อง การถูกลอยแพหลังบริษัทปิดตัวหรือศูนย์บริการปิด ทำให้ไม่มีที่ซ่อม และปัญหาด้านราคาที่ปรับตัวลดลงหลังซื้ออย่างรวดเร็ว ตามลำดับ


ซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า ถูก – แพง ก็เจอปัญหาเดียวกัน
ที่น่ากังวลคือ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้กระจุกอยู่ที่แบรนด์ราคาประหยัดอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากไล่ดูยี่ห้อที่ถูกร้องเรียน จะพบตั้งแต่แบรนด์จีนน้องใหม่ ไปจนถึงแบรนด์ยุโรประดับพรีเมียม นั่นแปลว่าถึงแม้ยี่ห้อและราคาจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสิทธิของผู้บริโภคที่ถูกละเลย

ตัวอย่างปัญหาของรถยนต์ไฟฟ้าที่เห็นได้ชัดในช่วงปีที่ผ่านมา คือ กรณีเนต้า (NETA) ยี่ห้อที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด ด้วยจำนวน 667 เรื่อง ปมเริ่มลุกลามเป็นวิกฤตเมื่อบริษัทแม่อย่างโฮซอน (Hozon) ในจีนเข้าสู่กระบวนการล้มละลายกลางปี 2568 ส่งผลข้ามทะเลมาถึงผู้ใช้ในไทยที่จดทะเบียนรถไปแล้วกว่า 23,000 คัน อะไหล่หายาก ศูนย์ทยอยปิด ป้ายทะเบียนขาวไปไม่ถึงมือ นี่คือกรณีที่ผู้บริโภคถูกตัดขาดจากสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาและบริการ
เช่นเดียวกับกรณีดีพอล (Deepal) ที่อาจจะต้องพบกับปลายทางแบบเดียวกัน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ดีลเลอร์รายหนึ่งของดีพอล ประกาศยุติการเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านั้นผู้ใช้บางรายเล่าว่าต้องรออะไหล่หลังเกิดอุบัติเหตุนานกว่า 45 วัน ขณะที่ในวงการดีลเลอร์เองก็มีรายงานว่าหลายสิบรายขาดสภาพคล่องเพราะบริษัทแม่ค้างจ่าย จนหลายคนหวั่นว่าจะซ้ำรอยเนต้า ซึ่งนี่คือสัญญาณเตือนเรื่องสิทธิในการเข้าถึงอะไหล่และบริการซ่อม ที่ผูกไว้กับความอยู่รอดของบริษัทเพียงอย่างเดียว
แม้เป็นแบรนด์พรีเมียมและยังไม่หมดประกัน ก็ไม่รอด กรณีวอลโว่ (Volvo) ความเข้าใจที่ว่าจ่ายแพงแล้วอุ่นใจกว่าก็ถูกท้าทายเช่นกัน เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าวอลโว่รุ่น EX30 มีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ที่อาจทำให้เกิดไฟไหม้ สภาผู้บริโภคได้เรียกร้องให้บริษัทคืนเงินและเยียวยาผู้บริโภคตามกฎหมายสินค้าไม่ปลอดภัย พร้อมยื่นหนังสือถึง สคบ. ให้พิจารณาระงับการจำหน่ายชั่วคราว จากข้อกังวลด้านความปลอดภัยของแบตเตอรี่ลิเทียมในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย ซึ่งในต่างประเทศมีการเรียกคืนรถรุ่นนี้ไปแล้วกว่า 40,000 คันจากความเสี่ยงแบตเตอรี่ร้อนผิดปกติ
ล่าสุดยังเกิดเหตุรถยนต์ไฟฟ้าวอลโว่รุ่น EX40 ไฟลุกไหม้เสียหายทั้งคันขณะจอดอยู่หน้าบ้านกลางกรุงเมื่อกลางเดือนมิถุนายน แม้สาเหตุที่แท้จริงยังต้องรอการพิสูจน์และยังไม่ควรด่วนสรุปว่าเกิดจากสิ่งใด แต่สิ่งที่ผู้บริโภคควรได้รับคือความโปร่งใส การชี้แจง และการเยียวยาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกค้าแบกความเสี่ยงไว้ฝ่ายเดียว
ช่องโหว่ที่ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกความเสี่ยง
ปัจจุบันประเทศไทยมีการกำกับดูแลเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่ครบวงจร เพราะ สคบ. ได้กำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมฉลาก ผู้ประกอบการต้องแสดงข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนขาย ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ก็ยังเป็นเพียงการป้องกันปัญหาก่อนซื้อเท่านั้น
ปัญหาคือ เมื่อผู้บริโภคซื้อรถไปแล้วพบว่าสินค้าไม่มีคุณภาพหรือประสิทธิภาพตามที่ฉลากระบุหรือที่โฆษณาไว้ กลับยังไม่มีหน่วยงานใดรับรองมาตรฐานหรือรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน มาตรการคุมฉลากเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อรัฐเป็นผู้อุดหนุนภาษีและเงินสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ แต่กลับไม่มีเงื่อนไขผูกความรับผิดชอบทั้งก่อนและหลังการขายไว้ด้วย สุดท้ายจึงกลายเป็นภาพที่ผู้ประกอบการรับเงินอุดหนุนไปแล้ว แต่ผลักภาระความเสี่ยงกลับมาให้ลูกค้ารับเอง
กฎหมายและสิทธิที่ต้องไปให้ถึง
สิ่งที่ดูหมือนจะเป็นความหวังสำหรบผู้บริโภคไทยที่สุดในเวลานี้ คือกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) หรือร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ที่ให้ผู้บริโภคซึ่งซื้อสินค้ามาแล้วชำรุดหรือไม่ตรงปก ใช้สิทธิเรียกเปลี่ยน ซ่อม คืนเงิน หรือฟ้องร้องได้อย่างเป็นธรรม
ข่าวดีก็คือ หลังจากกฎหมายนี้ถูกดองมานาน 10 กว่าปี ร่างกฎหมายดังกล่าวมีความคืบหน้าครั้งสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติให้รัฐสภานำเลมอน ลอว์กลับมาพิจารณาอีกครั้ง และช่วงเดือนมิถุนายน 2569 สคบ. ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยมีสภาผู้บริโภคร่วมสะท้อนปัญหา ก่อนเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ และล่าสุดร่างกฎหมายฉบับของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เพื่อส่งให้รัฐสภาพิจารณาควบคู่กับร่างของสภาผู้บริโภค
หัวใจของร่างนี้คือการผลักภาระการพิสูจน์กลับไปที่ผู้ขาย กล่าวคือหากสินค้าชำรุดภายในเวลาที่กำหนด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ ในกรณีรถยนต์ คุ้มครองภายใน 1 ปี หรือ 10,000 กิโลเมตร และต้องซ่อมให้เสร็จภายใน 90 วัน โดยข้อฎหมายที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างตรงจุดที่สุดคือ ผู้ซื้อแบบเช่าซื้อมีสิทธิเลื่อนการชำระค่างวดได้ระหว่างที่รถอยู่ในกระบวนการซ่อมหรือรอเปลี่ยน ซึ่งช่วยปลดล็อกภาพที่ผู้บริโภคต้องผ่อนรถทุกเดือนทั้งที่รถจอดนิ่ง
นอกจากการผลักดันกฎหมายแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องผลักดันควบคู่กันคือ สิทธิในการซ่อม (Right to Repair) ให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูล อะไหล่ และบริการซ่อมอย่างเป็นธรรม ลดการผูกขาดของผู้ผลิต ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญในกรณีรถยนต์ไฟฟ้าที่ศูนย์ปิดหรือบริษัทถอนตัว ควบคู่กับมาตรการเรียกคืน (Recall) ที่บังคับได้จริงเมื่อพบความบกพร่องวงกว้างที่กระทบความปลอดภัย
ระหว่างที่เลมอน ลอว์ยังอยู่ในชั้นนิติบัญญัติ ผู้บริโภคยังมีพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 เป็นเครื่องมือเสริมที่ใช้ได้ทันที โดยกำหนดให้ผู้ผลิตต้องพิสูจน์ความปลอดภัยเองและเยียวยาผู้บริโภค ซึ่งใช้ได้กับกรณีอย่างวอลโว่ที่มีข้อกังวลด้านความปลอดภัย
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และเห็นด้วยกับทิศทางที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การสนับสนุนนโยบายนั้นจะเดินหน้าไม่ได้เลย หากปล่อยให้ผู้บริโภคที่ตัดสินใจเชื่อในนโยบายของรัฐและคำโฆษณาของผู้ประกอบการต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สำหรับผู้บริโภคที่กำลังเผชิญปัญหาจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้า สามารถร้องเรียนกับสภาผู้บริโภคได้ที่เว็บไซต์ tcc.or.th เพื่อให้สภาผู้บริโภครวบรวมข้อมูลและผลักดันการแก้ไขปัญหาในเชิงระบบต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



