
มติกรรมการสรรหา 4:0 ที่ชี้ว่า ‘นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม’ สภาผู้บริโภคขอให้สำนักเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงาน กสทช. เร่งดำเนินการตามมติ พร้อมเร่งสรรหากรรมการด้านคุ้มครองผู้บริโภคที่เหมาะสมคนใหม่
การกำกับดูแลโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต การป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการควบรวมธุรกิจโทรคมนาคม ล้วนเป็นอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ที่ส่งผลต่อผู้บริโภคโดยตรง ดังนั้น คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. จึงไม่ใช่เพียงประเด็นทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นต่อการกำกับดูแลและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน
ล่าสุด คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีมติเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือได้ว่าสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564
สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้บริโภคโดยตรง เนื่องจาก นพ.สรณ ได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. ในสัดส่วนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หากผู้ดำรงตำแหน่งมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน ย่อมทำให้ประชาชนเสียโอกาสที่จะได้ผู้แทนซึ่งทำหน้าที่ปกป้องประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงที่ผ่านมา กสทช. ภายใต้การนำของประธาน กสทช. มีการพิจารณาเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง โดยเฉพาะการรวมธุรกิจทรู – ดีแทค และเอไอเอส – 3BB ซึ่งสภาผู้บริโภคคัดค้านทั้งสองกรณี เพราะอาจทำให้การแข่งขันในตลาดลดลง และผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง แต่ปัจจุบันกลับยังไม่เห็นมาตรการกำกับดูแลด้านราคา คุณภาพบริการ และการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีประสิทธิผลเพียงพอ
สารี ตั้งข้อสังเกตว่า ภายหลังคณะกรรมการสรรหาฯ มีมติให้ นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม ยังมีประเด็นที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ทั้งผลต่อมติหรือการดำเนินการที่ นพ.สรณ มีส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดจนประเด็นเกี่ยวกับค่าตอบแทนในช่วงดำรงตำแหน่ง โดยขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติว่ามติและการดำเนินการที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบทางกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้ การพิจารณาควรเป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและผู้บริโภคเป็นสำคัญ
ด้าน รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า มติครั้งนี้เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบกระบวนการให้ข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย หลังคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนได้เชิญหน่วยงานเข้าชี้แจงหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะการทำงานและการรับค่าตอบแทน หากพบว่ามีการปกปิดหรือให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ควรตรวจสอบและแก้ไขทั้งระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระx
ขณะที่ พรพรหม โอกุชิ รองหัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคติดตามประเด็นคุณสมบัติของ นพ.สรณ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 โดยร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. ติดตามขอข้อมูลและเอกสารเกี่ยวกับสถานะการทำงานและการรับค่าตอบแทนจากมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงยื่นข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมาธิการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง
ต่อมาคณะกรรมาธิการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งข้อมูลและเอกสารที่รวบรวมได้ให้คณะกรรมการสรรหาฯ นำไปตรวจสอบเพิ่มเติม ก่อนที่คณะกรรมการสรรหาฯ จะมีมติเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ซึ่ง พรพรหม ได้เรียกร้องให้คณะกรรมการสรรหาฯ และสำนักเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะฝ่ายเลขานุการ เร่งดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มติได้รับการดำเนินการต่ออย่างเป็นทางการ พร้อมเสนอให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ระหว่างรอความชัดเจนของกระบวนการในขั้นต่อไป
“การติดตามประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้บริโภค เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวมาจากการสรรหาในสัดส่วนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ประชาชนจึงควรได้รับกรรมการที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และสามารถทำหน้าที่คุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่” พรพรหม กล่าว
พร้อมเสนอให้เร่งสรรหากรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคคนใหม่ที่มีคุณสมบัติและความเหมาะสม พร้อมขอให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือเร่งเลือกประธานคนใหม่ สร้างความร่วมมือภายในองค์กร และเดินหน้าภารกิจสำคัญที่ยังรอการดำเนินการ ทั้งการกำกับตลาดโทรคมนาคมภายหลังการรวมธุรกิจ การกำกับดูแลและจัดการปัญหาซิมบ็อกซ์และช่องทางโทรคมนาคมที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ก่อเหตุ ตลอดจนการจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านโทรทัศน์ดิจิทัล ก่อนใบอนุญาตสิ้นสุดในปี 2572 เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงบริการโทรทัศน์ขั้นพื้นฐานได้อย่างทั่วถึง โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจะติดตามการดำเนินการของคณะกรรมการสรรหาฯ สำนักเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงาน กสทช. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระบวนการดำเนินไปอย่างโปร่งใส และนำไปสู่การกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการสื่อสารที่คุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง



