
แม้จะมีการบุกจับกุม หมอเถื่อน อย่างต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคยังเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของคลินิกเถื่อนและผู้แอบอ้างเป็นแพทย์ สภาผู้บริโภคหนุนปรับกฎหมายที่ใช้มากว่า 44 ปี เพิ่มบทลงโทษ ปิดช่องโหว่ และผลักดันการบังคับใช้สัญญาควบคุมธุรกิจเสริมความงามอย่างจริงจัง
คลินิกเถื่อน – หมอเถื่อน ระบาด
นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับผลกระทบจากบริการคลินิกเสริมความงามที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นผลข้างเคียงจากตัวยาปลอม เทคนิคการรักษาที่ผิดพลาด หรือการเปิดบริการโดยไม่มีใบอนุญาต
ในตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีหลายคดีที่สร้างความกังวลให้กับสังคม เช่น การบุกจับคลินิกเถื่อนในเมืองพัทยาที่เปิดรักษาผู้ป่วยโดยผู้ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ การจับกุมหมอกระเป๋า ที่อาศัยประสบการณ์จากการเป็นพนักงานคลินิกมาเปิดบ้านรับฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ รวมถึงกรณีคลินิกที่ใช้ใบประกอบวิชาชีพปลอมในการตรวจรักษาและออกใบรับรองแพทย์ เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าผู้บริโภคอาจตกเป็นเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว
ช่องโหว่กฎหมายเก่า และการปรับใหญ่ในรอบ 44 ปี
นพ.ขวัญประชา กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ใช้บังคับมานานกว่า 44 ปี จนหลายบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ไม่มีวันหมดอายุ จึงไม่มีกลไกติดตามตรวจสอบรวมถึงการพัฒนาความรู้ของแพทย์อย่างต่อเนื่อง กระบวนการสอบสวนด้านจริยธรรมในกรณีโดนร้องเรียนใช้เวลานานและยังมีช่องโหว่ให้แพทย์สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ ขณะที่แพทยสภายังไม่มีอำนาจสั่งระงับการประกอบวิชาชีพชั่วคราวในกรณีเร่งด่วน รวมถึงการกำหนดบทลงโทษผู้แอบอ้างเป็นแพทย์ที่ยังไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันที่มีปรากฎการณ์ หมอเถื่อน เต็มเมืองแอบให้บริการทางการแพทย์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในบางกรณี แต่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม เพื่อการปรับปรุงกฎหมายให้สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน แพทยสภาได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม (ฉบับที่…) พ.ศ ….ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 ทั้งนี้สภาผู้บริโภคเห็นว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากความเสียหายจากการรักษาโดยผู้ไม่มีคุณสมบัติอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ร่างกาย และชีวิต ซึ่งไม่อาจประเมินค่าได้ จึงควรมีบทลงโทษที่เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำผิด ควบคู่กับการเพิ่มมาตรการป้องกันและปิดช่องโหว่ที่เอื้อต่อการแอบอ้างหรือหลีกเลี่ยงความรับผิด
ย้ำแก้กฎหมายควบคู่บังคับใช้สัญญาเสริมความงาม
นายลาภิศ ฤกษ์ดี อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวย้ำว่า การปรับปรุงกฎหมายถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเฉพาะการเพิ่มบทลงโทษผู้แอบอ้างเป็นแพทย์และปิดช่องโหว่ของกฎหมาย แต่การคุ้มครองผู้บริโภคจะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ จำเป็นต้องควบคู่กับการกำกับดูแลธุรกิจเสริมความงาม ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พบปัญหาหมอเถื่อนและการให้บริการที่ไม่ได้มาตรฐานอยู่เป็นจำนวนมาก
แม้ธุรกิจเสริมความงามจะถูกประกาศให้เป็น ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากการถูกละเมิด แต่จากการสำรวจของหน่วยงานเขตพื้นที่ภาคเหนือ ระหว่างเดือนมีนาคม -พฤษภาคม 2569 ในกลุ่มผู้บริโภค 275 คน และผู้ประกอบการ 47 ราย พบว่าการรับรู้เกี่ยวกับกฎหมายยังอยู่ในระดับต่ำ โดยผู้บริโภคร้อยละ 70 ยังไม่ทราบสิทธิของตนเอง และร้อยละ 56 ไม่ทราบว่าธุรกิจเสริมความงามอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมสัญญา รวมถึงไม่ทราบว่าผู้ประกอบการต้องใช้สัญญามาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด
ลาภิศ กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า การมีกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากผู้บริโภคและผู้ประกอบการยังไม่เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์กฎหมายและสัญญาควบคุมให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย จัดทำแนวปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการ เพิ่มการตรวจสอบเชิงรุก และช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้กฎหมายสามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับมาตรฐานของธุรกิจเสริมความงามในระยะยาว
สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ การกำหนดให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพมีอายุ 5 ปีและต้องต่ออายุเพื่อรักษามาตรฐานวิชาชีพ การเพิ่มอำนาจให้แพทยสภาสั่งระงับการประกอบวิชาชีพชั่วคราวในกรณีที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชน การปรับปรุงกระบวนการพิจารณาด้านจริยธรรมให้รวดเร็วขึ้น การห้ามผู้ไม่มีใบอนุญาตใช้คำนำหน้าว่า “นายแพทย์” หรือ “แพทย์หญิง” เพื่อลดการแอบอ้างสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงการปรับบทลงโทษผู้แอบอ้างเป็นแพทย์ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยเสนอเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้บริโภคทั่วไปสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ ร่าง พรบ. วิชาชีพเวชกรรม ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 เพื่อร่วมกันยกกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค
สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการใช้บริการทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเสริมความงาม สภาผู้บริโภคขอแนะนำให้ตรวจสอบแพทย์ผู้ทำหัตถการก่อนว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ โดยสามารถนำรายชื่อแพทย์ไปสืบค้น https://checkmd.tmc.or.th/ และหากได้รับความเสีย สามารถร้องเรียนมาที่แพทยสภาได้ที่เว็บไซต์ https://complaint.tmc.or.th/FormComplaint หรือสภาผู้บริโภคเว็บไซต์ https://www.tcc.or.th/
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



