
ถอดบทเรียนผู้บริโภคทำ สัญญาไฟแนนซ์ อาจมีความเสี่ยงถึงขั้นไม่ได้รับเล่มทะเบียนตัวจริง บางรายได้รับเล่มแทน ไปจนถึงถูกฟ้องร้องคดีที่คาดไม่ถึง จึงเป็นบทเรียนสำคัญให้แก่ผู้บริโภคที่ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์
สภาผู้บริโภค กำลังหาแนวทางคุ้มครองผู้บริโภค ที่ได้รับผลกระทบจากการทำสัญญากับบริษัทที่ประกอบธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ (ไฟแนนซ์) ภายหลังได้รับร้องเรียนจากผู้บริโภคจำนวนมากเกี่ยวกับปัญหาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ กับบริษัทที่ประกอบธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ (ไฟแนนซ์) คือ บริษัท กรุงไทยออโต้ลีส จำกัด หรือ กรุงไทยออโต้ลีส เนื่องจากผู้บริโภคได้ชำระหนี้ครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแต่ไม่ได้รับคู่มือจดทะเบียนรถ หรือ เล่มทะเบียนตัวจริง คืนตามสิทธิ แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า กรุงไทยออโต้ลีส ได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องให้อีกบริษัทหนึ่งคือ บริษัท เนชั่นแนล ไอรานี่ แกส จำกัด ซึ่งบริษัทที่ได้รับโอนสิทธิไม่สามารถดำเนินการส่งคู่มือจดทะเบียนตัวจริงให้แก่ผู้เช่าซื้อได้ มาจากคู่มือการจดทะเบียนตัวจริงถูกนำไปเป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อขอสินเชื่อกับบริษัทอีกแห่ง
สภาผู้บริโภคที่รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการทำสัญญาไฟแนนซ์ โดยไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำสัญญา และมีการขายหนี้ต่อไปโดยไม่แจ้งให้แก่ผู้บริโภครับทราบ จึงได้เข้าร่วมเรียกร้องความเป็นธรรมและสร้างบรรทัดฐานที่ดีขึ้นในการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป
“สรัญญา พรเจริญ” เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทำสัญญาสินเชื่อไฟแนนซ์ โดยหลังจากที่ผ่อนชำระสัญญาฉบับที่ 2 ไปได้เกือบหนึ่งปี ได้มีจดหมายแจ้งมาที่บ้านแจ้งว่า บริษัท กรุงไทยออโต้ลีส ได้ขายหนี้ออกไปให้อีกบริษัทคือ บริษัท เนชั่นแนล ไอรานี่ แกส แต่ไม่ได้มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า หรือเรียกไปทำสัญญาใหม่กับบริษัทแห่งใหม่ แต่ก่อนหน้านี้ได้มีจดหมายมาแจ้งให้เปลี่ยนบัญชีโอนเงินใหม่ เนื่องจากบัญชีเดิมถูกยกเลิก จึงได้โอนเงินไปยังบัญชีใหม่และไม่ได้มีข้อสงสัยตามมา
หลังจากนั้นเมื่อถึงเวลาต้องต่อภาษีรถยนต์กลับมีการแจ้งมาว่าบริษัทไฟแนนซ์ดังกล่าว จะต่อภาษีรถยนต์ให้ จึงเกิดความสงสัยในเรื่องนี้ ทำให้ได้ไปค้นหาข้อมูลทางออนไลน์ จึงพบว่ามีผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันจำนวนมาก จึงได้เข้าร่วมกลุ่มผู้เสียหาย โดยมีทั้งผู้เสียหายบางรายผ่อนชำระครบแล้วแต่ไม่ได้เล่มทะเบียนตัวจริง หรือบางคนที่ได้เล่มแทน โดยเมื่อนำไปทำธุรกรรมทางการเงินหรือขายต่อ ก็ประสบปัญหาถูกกดราคาอย่างมากหรือบางคนถูกตัดราคาไปครึ่งหนึ่ง
ทั้งนี้ จากความกังวลจึงได้ตัดสินใจยุติการผ่อนชำระไฟแนนซ์ พร้อมได้ไปลงทำบันทึกประจำวันไว้ก่อนที่จะยุติการผ่อน โดยก่อนที่จะยุติการผ่อนได้เข้าโทรไปสอบถามที่บริษัทเกี่ยวกับเล่มทะเบียนรถยนต์ว่าเป็นเล่มจริงหรือเล่มแทน แต่บริษัทได้ยืนยันว่าเป็นเล่มจริงและเมื่อต้องการขอเข้าไปดูข้อมูล ก็ไม่ได้รับความชัดเจน ต่อมาบริษัทจึงยอมรับว่าเป็นเล่มแทน อีกทั้งเมื่อหยุดผ่อนชำระก็ถูกเข้ามาพูดจาที่รุนแรงและมีการข่มขู่การโทรศัพท์ด้วย
ขณะเดียวกันเมื่อครบกำหนดที่ต้องนำรถยนต์ที่ครบกำหนดไปตรวจสภาพและต่อทะเบียนรถ จึงทราบว่ามีบริษัทเข้ามาต่อทะเบียนรถยนต์ให้แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องการมากสุดคือ ความชัดเจนจากบริษัทว่าทำไมถึงเปลี่ยนสัญญาโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่เรียกไปทำสัญญาใหม่กับบริษัทแห่งใหม่ ต่อมาจึงตัดสินใจเข้ามาหารือร่วมกับสภาผู้บริโภคเพราะกำลังได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้
“การที่ได้มาที่สภาผู้บริโภคทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง มีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยดูแลและเรียกร้องความยุติธรรมให้ จึงฝากบอกถึงผู้เสียหายคนอื่น ๆ ที่ยังคงหวาดกลัวหรือไม่กล้าออกมาเรียกร้องว่า ถ้าเป็นสิทธิของเรา ออกมาเรียกร้องเถอะ ควรไปลงบันทึกประจำวันไว้ แล้วออกมาเรียกร้องสิทธิ์ของตนเอง เพื่อที่จะได้รับความเป็นธรรม และไม่ถูกเอาเปรียบจากผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์”
สัญญาเช่าซื้อและการโอนสิทธิ์ที่ไม่เคยรู้
“จารุวรรณ ส้มอั๋น” หนึ่งในผู้เสียหายจากการทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับ บริษัท กรุงไทยออโต้ลีส จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นขึ้นมาจากการที่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับ กรุงไทยออโต้ลีสประมาณเดือนพฤษภาคม 2566 และได้ผ่อนชำระค่างวดมาตามปกติประมาณ 8 งวด แต่ต่อมาเมื่อช่วงต้นปี 2567 สถานการณ์พลิกผันเมื่อได้รับหนังสือแจ้ง “โอนสิทธิ์” ในสัญญาเช่าซื้อจาก กรุงไทยออโต้ลีส มาที่บ้าน โดยระบุให้ชำระค่างวดต่อกับ บริษัท เนชั่นแนล ไอรานี่ แกส แทน
ทั้งนี้เมื่อโทรสอบถามไปที่ บริษัท เนชั่นแนล ไอรานี่ แกส จึงได้รับการยืนยันว่ามีการโอนสิทธิ์จริง และให้ชำระกับบริษัทใหม่ได้เลย โดยจากความไม่รู้จึงได้ชำระค่างวดไปหนึ่งงวดกับ บริษัท เนชั่นแนล ไอรานี่ แกส จำกัด ต่อมาได้เริ่มหาข้อมูลตามสื่อต่างๆ พบข่าวว่าเมื่อผู้บริโภคผ่อนชำระหมดแล้ว กลับไม่ได้รับ “เล่มทะเบียนตัวจริง” และได้รับเพียง “เล่มแทน” จึงสร้างความไม่มั่นใจและความกังวลอย่างมาก รวมถึงมีความแน่ใจในความน่าเชื่อถือของบริษัทและเกรงว่าหากผ่อนชำระต่อไป เงินที่จ่ายไปอาจสูญเปล่า และจะไม่ได้รับเล่มทะเบียนตัวจริงตามที่ควรจะเป็น ด้วยความไม่ชัดเจนและไร้ความมั่นใจ จึงตัดสินใจ “หยุดส่ง” เงินผ่อนชำระกับ บริษัท เนชั่นแนล ไอรานี่ แกส
ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงกับหมายศาล และ คดีความที่กระทบชีวิต
ทั้งนี้หลังจากหยุดส่งไปได้ประมาณ 13 เดือน ก็ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาตามมาด้วย “หมายศาล” แจ้งว่าถูกฟ้องร้องในข้อหาผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยในปัจจุบันคดีนี้ยังคงอยู่ในชั้นศาล โดยการถูกฟ้องร้องครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิต ทั้งเรื่องของเวลาที่ต้องเสียไปกับการเดินทางมาศาล ความรู้สึกไม่สบายใจ และความเครียด เนื่องจากไม่เคยมีคดีความติดตัวมาก่อน รวมถึงมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับปัญหาของ “เล่มแทน” ที่ทำให้ขาดสิทธิประโยชน์หลายอย่าง เช่น การนำรถไปขาย หรือเทิร์นเป็นรถใหม่ ที่มีราคาตกต่ำลงอย่างมาก อีกทั้งหากต้องคืนรถไปกังวลว่าบริษัทจะนำรถไปขายทอดตลาดโดยที่รถเป็น “เล่มแทน” แล้วจะกลับมาเรียกเก็บส่วนต่างอีกและอาจเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าเดิม
เสียงจากนักกฎหมาย
ศิรา โอสถธรรม ทนายความ ที่ได้เข้าช่วยเหลือกับผู้เสียหายได้ให้มุมมองว่า จุดเริ่มต้นมาจากการที่ผู้บริโภคที่ได้ผ่อนชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์กับ กรุงไทยออโต้ลีส จนครบถ้วนแล้ว แต่กลับไม่สามารถได้รับเล่มทะเบียนรถฉบับจริง ส่งผลให้เกิดความเสียหายและไม่สามารถทำธุรกรรมสำคัญเกี่ยวกับรถได้
สำหรับการได้รับเล่มแทน จึงมีข้อจำกัดในการใช้รถทั้งผู้บริโภคไม่สามารถจำหน่าย ขายรถ หรือนำรถไปจำนำเพื่อหมุนเวียนเงินสดได้ อีกทั้งเมื่อมีการออกเล่มทะเบียนแทนให้และเล่มแทนนี้มักไม่ได้รับการยอมรับจากไฟแนนซ์บางแห่ง หรือเต็นท์รถบางแห่ง หรือหากรับซื้อก็จะเป็นในราคาที่ต่ำกว่าราคารถรุ่นเดียวกัน ปีเดียวกันในตลาดทั่วไปอย่างมาก ถือเป็นความเสียหายที่อาจมองไม่เห็นในทันที ส่วนเหตุผลที่ผู้บริโภคต้องนำรถไปไฟแนนซ์ส่วนใหญ่เป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ประสบปัญหาทางการเงินตามมา
ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มที่ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนแล้ว ก่อนที่จะมีการโอนสิทธิเรียกร้อง หรือ โอนหนี้ ไปยัง บริษัท เนชั่นแนล ไอรานี่ แกส โดยการโอนสิทธิเรียกร้องนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้ ไม่ได้เป็นหนี้กับบริษัท บริษัท เนชั่นแนล ไอรานี่ แกส
2. กลุ่มที่ยังผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน และยังต้องผ่อนชำระต่อไป โดยความชอบด้วยกฎหมายของการโอนสำหรับกลุ่มนี้ยังต้องพิจารณาต่อไป
คำแนะนำสำหรับผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ
- ตรวจสอบสถานการณ์โอนสัญญา โดยหากเคยขอสินเชื่อกับกรุงไทยออโต้ลีส ให้ตรวจสอบว่าสัญญาของตนเองมีการโอนไปแล้วหรือไม่ โดยประเมินว่าประมาณ 100% มีการโอนไปแล้ว สามารถตรวจสอบได้ที่ สภาผู้บริโภค หรือติดต่อ บริษัท กรุงไทย ออโต้ลีส โดยตรง
- ตรวจสอบการออกเล่มแทน โดยหลังจากยืนยันว่าสัญญาถูกโอนแล้ว ให้ตรวจสอบต่อไปว่าสัญญาของตนเองอยู่ในกลุ่มที่มีการออกเล่มแทนแล้ว หรือยังไม่มีการออกเล่มแทน เพื่อจะได้ทราบแนวทางการดำเนินการต่อไป
- การทำความเข้าใจความซับซ้อนของคดี โดยสถานการณ์ค่อนข้างซับซ้อน ผู้บริโภคต้องทำความเข้าใจว่าตนเองอยู่ในชั้นใดของปัญหา
อีกทั้งหากไปทำความเข้าใจของธุรกิจไฟแนนซ์ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เงินทุนของตนเองทั้งหมดในการปล่อยสินเชื่อ แต่จะนำเล่มทะเบียนของลูกค้าไปค้ำประกันเพื่อกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอื่น ๆ แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นหากการบริหารจัดการเป็นไปโดยสุจริต และผู้ประกอบการประกอบกิจการโดยไม่เอาเปรียบผู้บริโภค
ศิรา ทนายความ กล่าวเพิ่มเติมว่า คดีนี้มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายส่วน เนื่องจากมีกรณีที่ ธนาคารกรุงไทย ได้ดำเนินการ ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้อง และสัญญาประนีประนอมยอมความที่ กรุงไทยออโต้ลีสทำขึ้น เหตุผลคือธนาคารกรุงไทยไม่ได้รับชำระหนี้จากกรุงไทยออโต้ลีส เพื่อนำเล่มทะเบียนจริงออกไปให้ผู้บริโภค แต่กลับมีการโอนสิทธิเรียกร้องและออกเล่มแทน ทำให้มีผู้บริโภคได้รับผลกระทบประมาณ 3,800 กว่ารายจากการได้รับเล่มทะเบียนแทน ซึ่งในปัจจุบันคดีความอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ถอดบทเรียนสำหรับผู้บริโภค
ปัญหาของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการทำสัญญากับไฟแนนซ์ สภาผู้บริโภค จึงอยากให้ผู้บริโภคติดตามและตรวจสอบข้อมูลทั้ง
- ศึกษาข้อมูลสัญญาอย่างละเอียด ก่อนทำสัญญาเช่าซื้อที่มีรายละเอียดจำนวนมาก แต่ต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการโอนสิทธิ์สัญญาหรือปัญหาเกี่ยวกับเล่มทะเบียน
- ระวังปัญหาเล่มแทน โดยผู้บริโภคจำนวนมาก ไม่ทราบถึงผลกระทบของการได้รับ “เล่มแทน” แทนเล่มทะเบียนตัวจริง เนื่องจากเล่มแทนจะทำให้ ขาดสิทธิประโยชน์หลายอย่าง เช่น ราคาขายต่อที่ตกต่ำลง หรือปัญหาในการนำรถไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ
- การที่ไฟแนนซ์โอนสิทธิ์ หรือขายหนี้ที่ไม่โปร่งใส โดยการโอนสิทธิ์สัญญาเช่าซื้อไปยังบริษัทอื่นโดยที่ผู้บริโภคไม่ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน ถือเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคควรตรวจสอบอย่างรอบคอบ
- ผู้บริโภคเมื่อมีข้อสงสัยต้องสอบถาม โดยหากพบความผิดปกติหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสัญญา ควรหาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
- ผู้บริโภคต้องกล้าเรียกร้องสิทธิ หากเผชิญกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม อย่ายอมแพ้ ควรกล้าที่จะออกมาเรียกร้องสิทธิ์และขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาผู้บริโภค
- ผู้บริโภคที่กำลังประสบปัญหานี้ โดยผู้เสียหายบางรายที่กำลังเผชิญปัญหาคล้ายกันว่า อย่าหยุดในการส่งสินเชื่อ เพื่อป้องกันปัญหาตามมา
อย่างไรก็ตาม จากกระบวนการทั้งหมดสะท้อนว่าปัญหาของผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่มีรายละเอียดที่มากขึ้น ดังนั้นผู้บริโภคที่ต้องการทำสัญญาทุกอย่างจึงต้องตรวจสอบอย่างรอบด้าน โดยสภาผู้บริโภคได้เร่งหาทางแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ จึงได้จัดการประชุมหารือแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ร่วมกับผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนกรมการขนส่งทางบก ผู้แทนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนผู้บริโภค และผู้แทนทนายความ และพนักงานผู้ปฏิบัติงานสำนักงานสภาผู้บริโภค เพื่อหาแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคในระยะยาว และป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดการฟ้องร้องคดีที่มีรูปแบบเดียวกันในอนาคตเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต