
จับตา AIฟรี 1,600 ล้าน กลุ่มเป้าหมายไม่ชัด สภาผู้บริโภคชี้ต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ก่อนแจกสิทธิ์ 5 ล้านคน
สภาผู้บริโภคจับตาโครงการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของภาครัฐ วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ที่เตรียมเปิดให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงบริการ AIฟรี โดยตั้งข้อสังเกตถึงความชัดเจนของกลุ่มเป้าหมาย เกณฑ์การคัดเลือก และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นต่อการพัฒนาศักยภาพของประชาชน พร้อมเตือนว่า การส่งเสริมการใช้ AI โดยไม่สร้างทักษะรู้เท่าทัน อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์มากขึ้น
ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า วันนี้ต้องยอมรับว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ การเรียนรู้ และการเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน แต่คำถามสำคัญคือ ประชาชน 5 ล้านคนที่จะได้รับสิทธิ์จากโครงการดังกล่าวคือใคร และเหตุใดจึงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้
“การแจก AI ให้ประชาชนจำนวนมาก โดยไม่กำหนดให้ชัดว่ากลุ่มใดที่จะเป็นผู้ใช้ประโยชน์ หรือจะนำ AI ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ก็เหมือนการให้รถยนต์กับคนที่ยังขับรถไม่เป็น ย่อมไม่สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มที่” ดร.อุดมธิปก กล่าว
ดร.อุดมธิปก ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจจำนวนมากต่างมีการใช้ AI อยู่แล้ว ขณะที่ผู้ให้บริการ AI หลายรายเคยเปิดให้คนไทยทดลองใช้งานฟรีในช่วงที่ผ่านมา จึงควรมีการชี้แจงว่ากลุ่มใดคือผู้ที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึง และโครงการดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพของคนไทยได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังมีความเห็นว่าการประเมินความสำเร็จของโครงการนี้ ไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ แต่ต้องมีตัวชี้วัดที่สะท้อนว่าผู้ใช้สามารถนำ AI ไปสร้างประโยชน์ได้จริง ทั้งในด้านการศึกษา การทำงาน หรือการประกอบอาชีพ
เตือนใช้ AI อย่างมีสติ ระวังข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล
ดร.อุดมธิปก กล่าวว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียนรู้ แต่ผู้บริโภคต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกัน โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้ระบบ AI มากเกินความจำเป็น
“คนจำนวนมากใช้ AI เพื่อสอบถามเรื่องส่วนตัว หรือส่งข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไปในระบบ ทั้งที่ข้อมูลบางอย่างไม่จำเป็นต่อการใช้งาน ผู้ใช้ควรแยกให้ออกว่าอะไรคือข้อมูลที่จำเป็น และอะไรคือข้อมูลที่ไม่ควรส่งต่อให้ระบบ AI” ดร.อุดมธิปก กล่าว และว่า นอกจากนี้ AI ยังมีข้อจำกัดด้านความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากคำตอบที่ได้อาจคลาดเคลื่อน ล้าสมัย หรือเกิดจากการประมวลผลที่ไม่สมบูรณ์ ผู้ใช้จึงไม่ควรเชื่อคำตอบของ AI เพียงแหล่งเดียว และควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอื่นประกอบเสมอ
“ความน่ากังวลคือ AI ให้คำตอบสำเร็จรูป ต่างจากการค้นหาข้อมูลแบบเดิมที่ผู้ใช้ต้องเปรียบเทียบข้อมูลหลายแหล่ง จึงอาจทำให้เกิดความเชื่อถือในคำตอบของ AI มากเกินไป ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่คล้ายกับการเสพข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย” ดร.อุดมธิปก ระบุ
หวั่นซ้ำรอยโซเชียล เปิดทางมิจฉาชีพใช้ AIฟรี หลอกผู้บริโภค
อนุกรรมการฯ สภาผู้บริโภคยังชี้ว่า ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพมากขึ้น ทั้งการสร้างภาพ เสียง หรือวิดีโอปลอม รวมถึงการผลิตโฆษณาหลอกลวงที่มีความแนบเนียนจนผู้บริโภคแยกแยะได้ยาก ซึ่งปัญหาดังกล่าวสะท้อนความท้าทายเดียวกับที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาศัยระบบอัลกอริทึมในการคัดเลือกและนำเสนอเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจของผู้ใช้ จนบางครั้งกลายเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลเท็จ การหลอกลวงทางการเงิน และโฆษณาที่สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค
ดร.อุดมธิปก กล่าวว่า การส่งเสริมการใช้ AI จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นผู้บริโภคอาจต้องเผชิญความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม
“บทเรียนจากโซเชียลมีเดียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า การปล่อยให้เทคโนโลยีเติบโตโดยไม่มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่เพียงพอ ย่อมสร้างความเสียหายในวงกว้างได้ การส่งเสริม AI จึงไม่ควรมีเพียงการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน แต่ต้องสร้างทักษะรู้เท่าทันดิจิทัลและกลไกกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน” ดร.อุดมธิปก กล่าว
ดร.อุดมธิปก ให้ความเห็นว่า สำหรับโครงการ AI ฟรี ภาครัฐควรเปิดเผยรายละเอียดโครงการให้ชัดเจน ทั้งหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ์ วิธีการติดตามประเมินผล และมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้การใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และไม่กลายเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI โดยขาดเป้าหมายที่ชัดเจน
“ในช่วงที่สภาผู้บริโภคกำลังดำเนินการทางกฎหมายต่อแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก กรณีปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงจนผู้บริโภคได้รับความเสียหาย ประเด็นการส่งเสริม AI จึงยิ่งต้องคำนึงถึงบทเรียนจากแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ผ่านมา เพราะเทคโนโลยีที่ทรงพลังขึ้นย่อมเพิ่มทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากไม่มีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม ผู้บริโภคอาจกลายเป็นผู้รับภาระจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอีกครั้ง” ดร.อุดมธิปก กล่าวทิ้งท้าย



