Ribbon

ขนส่งประสานเสียงขึ้นราคา บีบผู้บริโภคไร้ทางเลือก ร้อง กขค. เร่งตรวจสอบ

16 เมษายน 2569 วันแรกที่ผู้ใช้บริการไปรษณีย์ไทยจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 3 บาท/ชิ้น ในรูปของค่าเซอร์ชาร์จน้ำมัน (Fuel Surcharge) สำหรับคนที่ใช้บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ (EMS) และบริการจัดส่งพัสดุในประเทศที่เน้นความคุ้มค่า สำหรับร้านค้าออนไลน์ (eCo Post) ซึ่งการปรับขึ้นของไปรษณีย์ไทย ตามหลังบริษัทขนส่งเอกชนรายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T), เคอีเอ็กซ์ (KEX) และ แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) ที่พร้อมใจกันประกาศขึ้นราคา 3 บาท/ชิ้น ในวันเดียวกันคือ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การที่ขนส่งเอกชนรายใหญ่ 3 รายขึ้นราคาพร้อมกันในวันเดียว ในอัตราเดียวกัน กลายเป็นจุดที่สภาผู้บริโภคและผู้เชี่ยวชาญด้านการแข่งขันทางการค้ามองว่ามีข้อน่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานข่าวระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวผ่านการพิจารณาร่วมกันในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนนี้อาจเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่ห้ามผู้ประกอบการในตลาดเดียวกันตกลงร่วมกันกำหนดราคา เพื่อลดหรือจำกัดการแข่งขัน

ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า การปรับขึ้นราคาสามารถเกิดขึ้นได้ตามกลไกตลาดและต้องเป็นโดยอิสระ ในที่นี่คือผู้ประกอบการขนส่งอ้างว่าเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อรายงานข่าวระบุชัดว่าผู้ประกอบการขนส่งมีการหารือกันในระดับอุตสาหกรรมร่วมกับผู้ประกอบการรายอื่น ดังนั้นหน่วยงานที่กำกับดูแล คือ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ควรเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน รวมถึงการปรับขึ้นราคา 3 บาทขัดกฎหมายแข่งขันทางการค้าหรือไม่

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 54 มีข้อกำหนดห้ามผู้ประกอบการรายอื่นในตลาดเดียวกันตกลงร่วมกันกำหนดราคาซื้อและขาย เพื่อลดหรือจำกัดการแข่งขัน ดังนั้น การปรับขึ้นราคาในลักษณะข้างต้นเป็นอำนาจของ กขค. ที่ต้องเข้าไปตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 

“ตามหลักเศรษฐศาสตร์และกฎหมายการแข่งขันทางการค้า การที่คู่แข่งขึ้นราคาตามกัน (Parallel Pricing) เพราะต้นทุนน้ำมันสูงขึ้นอาจไม่ผิดกฎหมาย หากต่างคนต่างทำโดยอิสระและเป็นการแข่งขันกัน แต่การที่ระบุว่ามีการหารือกัน อาจเป็นหลักฐานที่แสดงได้ว่าพฤติกรรมไม่เป็นอิสระ” ผศ.ดร.พรเทพ กล่าว 

บทเรียนต่างประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลต้องศึกษาตลาด

ผศ.ดร.พรเทพ กล่าวต่อว่า ต่างประเทศเคยมีบทลงโทษปรับเป็นจำนวนเงินสูงมาก กรณีที่ผู้ประกอบการมีการหารือกันก่อนขึ้นราคาในตลาดที่มีการแข่งขัน เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจตลาดเพื่อกำหนดราคา หรือที่เรียกว่าคาเทล (Cartel) ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค รวมถึงหน่วยงานกำกับดูในต่างประเทศจะติดตามกิจการหรือสินค้าและบริการที่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการศึกษาตลาด (Market Research) ประเมินผลกระทบต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดในอุตสาหกรรมสำคัญ

ผู้บริโภคกระทบ ทางเลือกซื้อสินค้าลดลง 

การปรับขึ้นราคา 3 บาทต่อชิ้นของผู้ประกอบการขนส่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่มที่ใช้บริการ เนื่องจากทั้งสามรายครองส่วนแบ่งในสัดส่วนประมาณ 50% ในตลาดขนส่ง เมื่อทั้งหมดขึ้นราคาพร้อมกัน ทางเลือกของผู้บริโภคจึงแทบไม่เหลือ โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนไปยัง กขค. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง

ในระยะยาว หากผู้ประกอบการตกลงขึ้นราคาพร้อมกันได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ ตลาดจะค่อย ๆ สูญเสียการแข่งขัน บทเรียนที่เห็นชัดคือตลาดโทรคมนาคมไทยหลังการควบรวม ซึ่งเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย และส่งผลให้ผู้ใช้บริการมีทางเลือกน้อยลง รวมทั้งเสี่ยงต่อการที่ผู้ประกอบการกำหนดราคาใกล้เคียงกัน

Shopee ขึ้นค่าธรรมเนียม กขค. ต้องตรวจสอบด้วย

ประเด็นที่ต้องจับตาต่อไปคือ บริษัทขนส่งบางรายยังประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซควบคู่ไปด้วย หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันจึงต้องเฝ้าระวังการขยายอำนาจตลาดข้ามอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการเหล่านี้ เพราะหากปล่อยให้เกิดขึ้น ผู้ค้าบนแพลตฟอร์มและผู้บริโภคจะยิ่งมีทางเลือกน้อยลงไปอีก

ผศ.ดร.พรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกประเด็นสำคัญคือกรณีแพลตฟอร์ม ช้อปปี้ (Shopee) ที่ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายสำหรับผู้ขาย และปรับค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตแบบผ่อนชำระ มีผลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ซึ่งการขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ กขค. ควรเข้าไปตรวจสอบเช่นกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ กขค. ได้ออกประกาศ “คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce)”ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 โดยระบุชัดเจนว่า ไม่ควรเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงเกินสมควรเมื่อเทียบกับอดีต ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามว่าจะมีการเข้าไปตรวจสอบในเรื่องนี้อย่างไร และหลังจากนี้ราคาสินค้าในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะปรับขึ้นอย่างไร ต่างเป็นประเด็นที่มีผลต่อผู้บริโภคทั้งหมด 

อ้างอิงที่มาข้อมูล