Ribbon

ข้าวทุกจานเริ่มจาก เมล็ดพันธุ์ จับตา UPOV 1991 กระทบสิทธิเก็บพันธุ์ของเกษตรกร

ข้าวทุกจานเริ่มจาก เมล็ดพันธุ์ จับตา UPOV 1991 กระทบสิทธิเก็บพันธุ์ของเกษตรกร

ในเมล็ดพันธุ์หนึ่งเมล็ด มีทั้งต้นทุนการผลิต ความรู้ของเกษตรกร และความหลากหลายทางพันธุกรรมที่สั่งสมมาจากคนรุ่นก่อน การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไม่ใช่แค่การประหยัดเงิน แต่คือการรักษาทางเลือกให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาล

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในเฟซบุ๊กไลฟ์ เท่าทัน UPOV 1991 ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ “ปกป้องสิทธิเกษตรกรและอธิปไตยทางอาหารของผู้บริโภค” เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 โดย รศ.ดร.ปิยะศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์ อาจารย์จากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงความสำคัญของการรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ในมือเกษตรกร ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิต ไปจนถึงการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ท่ามกลางข้อกังวลสำคัญต่อการปรับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ค.ศ. 1991 (UPOV 1991) ซึ่งอาจกระทบวิถีการเก็บรักษาและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร

พันธุ์พืชท้องถิ่นคือ “อัญมณีทางพันธุกรรม”

ความหลากหลายของพันธุ์พืชไม่ได้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีสมัยใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลลัพธ์จากการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ที่เกษตรกรทำสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่การเลือกต้นที่มีลักษณะดี เก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อ ไปจนถึงการผสมและคัดเลือกพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น

รศ.ดร.ปิยะศักดิ์จึงเปรียบพันธุกรรมท้องถิ่นเป็น “อัญมณี” ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว เพราะความหลากหลายเหล่านี้เป็นแหล่งพันธุกรรมที่สามารถนำไปศึกษาวิจัยและต่อยอดการพัฒนาพันธุ์พืชในอนาคต

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการส่งเสริมให้นักปรับปรุงพันธุ์พัฒนาพันธุ์ใหม่เท่านั้น แต่ต้องไม่ละเลยบทบาทของเกษตรกรและชุมชนที่ช่วยรักษาทรัพยากรเหล่านี้มาอย่างยาวนานด้วย รศ.ดร.ปิยะศักดิ์ย้ำว่า การสนับสนุนสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์ใหม่กับการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

เก็บเมล็ดพันธุ์เอง ช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้

ในอดีต การเก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตไว้ปลูกต่อเป็นวิธีที่ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนและไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาล ขณะเดียวกัน การแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างกันยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีเกษตรกรรมที่อาศัยการแบ่งปันและช่วยเหลือกันในชุมชน

“การรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ในมือเกษตรกร มันไม่ใช่แค่เรื่องประหยัดต้นทุน แต่มันเป็นรากฐานของระบบอาหาร ที่เชื่อมโยงไปถึงความอยู่รอด และปากท้องของประชาชน” รศ.ดร.ปิยะศักดิ์ ให้ความเห็น

การมีเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการผลิตอาหาร แม้ต้องเผชิญภัยพิบัติ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาการจัดหาเมล็ดพันธุ์จากภายนอก ความสามารถในการผลิตอาหารด้วยตนเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของ “อธิปไตยทางอาหาร” ซึ่งหมายถึงความสามารถของชุมชนและสังคมในการกำหนดระบบอาหารของตนเอง รวมถึงการจัดการทรัพยากรที่จำเป็นต่อการผลิตอาหาร

แต่หากเกษตรกรมีข้อจำกัดในการเก็บหรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ ทางเลือกในการผลิตก็อาจลดลง และต้องพึ่งพาตลาดเมล็ดพันธุ์เชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีเงินทุนจำกัด ประเด็นนี้จึงไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนในไร่นา แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของครัวเรือนและชุมชนในการพึ่งพาตัวเองเมื่อเกิดวิกฤต เพราะเมล็ดพันธุ์คือจุดเริ่มต้นของอาหารที่ประชาชนบริโภค โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นทั้งอาหารหลักและแหล่งรายได้ของเกษตรกร

ความหลากหลายทางพันธุกรรม สำคัญต่อการรับมือสภาพภูมิอากาศ

พันธุ์พืชท้องถิ่นบางชนิดผ่านการคัดเลือกภายใต้สภาพดิน น้ำ และภูมิอากาศของพื้นที่มาเป็นเวลานาน จึงอาจมีลักษณะที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเฉพาะถิ่น ขณะที่พันธุ์พืชจากพื้นที่อื่นอาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกันเมื่อนำมาปลูกในประเทศไทย

รศ.ดร.ปิยะศักดิ์เห็นว่า ความหลากหลายทางพันธุกรรมเป็นทรัพยากรสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์และการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพราะหากระบบเกษตรพึ่งพาพันธุ์พืชเพียงไม่กี่ชนิด เมื่อเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม หรือโรคพืช พืชที่มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกันก็อาจเผชิญความเสี่ยงคล้ายกันได้

การเก็บรักษาพันธุ์พืชที่หลากหลายจึงช่วยคงทางเลือกในการผลิตอาหารและการพัฒนาพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเก็บเมล็ดพันธุ์เองก็มีข้อควรระวัง ทั้งความบริสุทธิ์ของพันธุ์ อัตราการงอก และการปนเปื้อนโรค รศ.ดร.ปิยะศักดิ์จึงเสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานวิจัยสนับสนุนความรู้และการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรในการเก็บรักษาและใช้ประโยชน์จากเมล็ดพันธุ์

UPOV 1991 กับข้อกังวลเรื่องสิทธิในการเก็บและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์

ประเด็นที่ทำให้ความสำคัญของการรักษาเมล็ดพันธุ์ทวีขึ้น คือความกังวลต่อการปรับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 ซึ่งเป็นกรอบระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เนื่องจากอนุสัญญาดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในปัจจุบันจึงอยู่ที่ว่า หากประเทศไทยปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับกรอบดังกล่าว จะกระทบสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ในชุมชนอย่างไร

รศ.ดร.ปิยะศักดิ์กังวลว่า แม้ UPOV 1991 จะเปิดช่องให้มีข้อยกเว้นบางประการ แต่เงื่อนไขและการตีความอาจทำให้สิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อมีข้อจำกัดมากขึ้น หากต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาล ภาระต้นทุนย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้การประเมินของมูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทยวพบว่า ราคาเมล็ดพันธุ์อาจเพิ่มขึ้น 2 – 6 เท่า สอดคล้องกับงานศึกษาที่กล่าวถึงในกรณีของฟิลิปปินส์ ซึ่งประเมินว่าอาจเพิ่มขึ้น 2 – 8 เท่า นอกจากต้นทุนที่อาจสูงขึ้นแล้ว ยังห่วงว่า หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในพันธุ์พืช เกษตรกรรายย่อยอาจเสียเปรียบจากข้อจำกัดด้านเงินทุนและการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย เมื่อเทียบกับบริษัทที่มีทรัพยากรพร้อมกว่า

แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นการประเมินราคาเมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่ราคาอาหารที่ผู้บริโภคจ่ายโดยตรง แต่ข้อกังวลเรื่องต้นทุนการผลิตและการกระจุกตัวของตลาดเมล็ดพันธุ์เป็นประเด็นที่ควรติดตาม เพราะอาจส่งผลต่อทางเลือกและความยืดหยุ่นของระบบผลิตอาหารในระยะยาว

อีกประเด็นที่รศ.ดร.ปิยะศักดิ์ยกขึ้นมา คือการผสมเกสรข้ามแปลง ซึ่งเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติในพืชบางชนิด เกษตรกรไม่อาจควบคุมการเคลื่อนที่ของเกสรหรือละอองเรณูได้ทั้งหมด หากพันธุกรรมจากพืชที่ได้รับความคุ้มครองแพร่ไปยังแปลงอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ จะมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการพิจารณาความรับผิดของเกษตรกรที่ไม่ได้มีเจตนานำพันธุ์นั้นไปใช้ เป็นคำถามที่จำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับการกำหนดสิทธิในพันธุ์พืช

รศ.ดร.ปิยะศักดิ์ยังแสดงความกังวลว่า เมื่อเกิดการผสมข้ามและพันธุกรรมแพร่กระจายออกไปแล้ว การย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมอาจทำได้ยาก หากกติกาด้านสิทธิไม่ได้คำนึงถึงสภาพจริงของธรรมชาติและการผลิตทางการเกษตร ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกษตรกร และทำให้การรักษาพันธุ์พืชท้องถิ่นกลายเป็นเรื่องที่ต้องกังวลต่อข้อพิพาททางกฎหมาย

เสนอทบทวนกฎหมาย สร้างระบบคุ้มครองทรัพยากรไทย

สำหรับประเด็นเรื่องกฎหมาย รศ.ดร.ปิยะศักดิ์เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน มีหลักการที่ควรให้ความสำคัญ ทั้งการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม และการแบ่งปันผลประโยชน์

“ไม่ได้คัดค้านการลงทุนของภาคเอกชนหรือนักปรับปรุงพันธุ์ เพราะการพัฒนาพันธุ์พืชต้องใช้ทั้งความรู้ เวลา และทรัพยากร แต่เสนอให้การพัฒนาพันธุ์ใหม่ดำเนินควบคู่กับการเคารพสิทธิของเกษตรกรและชุมชนที่มีส่วนรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมมาแต่เดิม” รศ.ดร.ปิยะศักดิ์ กล่าว

หากมีการนำพันธุกรรมท้องถิ่นไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จึงควรมีหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสและกลไกแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เพื่อให้การต่อยอดทรัพยากรสร้างประโยชน์แก่สังคม และไม่ละเลยบทบาทของชุมชนที่ดูแลรักษาพันธุกรรมเหล่านั้น

นอกจากการทบทวนกฎหมาย รศ.ดร.ปิยะศักดิ์เสนอให้ประเทศไทยสร้างระบบที่สามารถรักษาและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางพันธุกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยดึงเกษตรกร ชุมชน นักวิชาการ ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐเข้ามาร่วมทำงาน ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น

“ไม่ใช่เชิญเกษตรกรมาเสวนาแล้วก็จบกันไป แต่ต้องตั้งทีมที่ลงไปทำงาน และทีมดังกล่าวควรทำหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่การทบทวนกฎหมาย การปรับปรุงพันธุ์ การขึ้นทะเบียน ไปจนถึงการสร้างโอกาสให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมของตนเอง โดยภาครัฐต้องสนับสนุนทั้งงบประมาณและความรู้ ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรมีบทบาทในการพัฒนาพันธุ์อย่างแท้จริง” รศ.ดร.ปิยะศักดิ์ เน้นย้ำ

อีกแนวทางหนึ่งคือการจัดทำข้อมูลจีโนม หรือข้อมูลพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใช้เปรียบเทียบและระบุลักษณะเด่นของพันธุ์พืชแต่ละชนิด ข้อมูลเหล่านี้ช่วยต่อยอดการวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์ ตลอดจนใช้ประกอบการตรวจสอบที่มาของทรัพยากรพันธุกรรมได้

รศ.ดร.ปิยะศักดิ์ยังเสนอให้รัฐเร่งสนับสนุนการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชท้องถิ่น โดยให้หน่วยงานรัฐ กลุ่มเกษตรกร มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนร่วมกันดำเนินการ เพื่อให้พันธุ์พืชที่มีคุณค่าของแต่ละพื้นที่ได้รับการบันทึกและดูแลอย่างเป็นระบบ

ส่วนกรณีพันธุ์กะเพราที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในปัจจุบัน มีข้อเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการขึ้นทะเบียนอย่างโปร่งใส ทั้งการใช้พันธุ์พืชพื้นเมือง ความแตกต่างจากพันธุ์เดิม และการมีหรือไม่มีข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ รวมถึงเปิดให้สังคมตรวจสอบข้อมูลหลักเกณฑ์สากลตามสมาพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (หลักเกณฑ์ DUS)  ซึ่งเป็นเกณฑ์พิจารณาว่าพันธุ์พืชมีความแตกต่างจากพันธุ์อื่น มีความสม่ำเสมอ และมีความคงตัวอย่างไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดมุ่งสร้างระบบที่ทำให้การอนุรักษ์ การวิจัย และการใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมท้องถิ่น รวมถึงการรักษาสิทธิของเกษตรกรเดินหน้าไปด้วยกัน โดยไม่ปล่อยให้โอกาสในการพัฒนาพันธุ์พืชกระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย

ท้ายที่สุด การรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ในมือเกษตรกรไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการรักษาทั้งสิทธิในการผลิตอาหาร ทรัพยากรพันธุกรรม และทางเลือกของคนรุ่นต่อไป โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบกติกาและสร้างกลไกสนับสนุนให้เกษตรกร ชุมชน นักวิจัย และภาคเอกชนสามารถพัฒนาพันธุ์พืชไปด้วยกัน โดยไม่ละเลยผู้คนที่เป็นรากฐานของความหลากหลายทางพันธุกรรมเหล่านี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง