
14 องค์กรภาคประชาชนผนึกกำลังเรียกร้องนายกรัฐมนตรี เร่งแก้ วิกฤตกสทช. ที่กระทบสิทธิผู้บริโภค พร้อมดำเนินคดีอาญาและวินัยผู้เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการประชุม กสทช. คัดค้านการแก้กฎหมาย 4 กองทุน หวั่นเปิดทางรัฐแทรกแซงสื่อสาธารณะและลดทอนกลไกสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง
วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ร่วมกับสภาผู้บริโภค คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่ายภาคประชาสังคม รวม 14 องค์กร จัดเวที “อนาคตสื่อสาธารณะ พันธะ กสทช. และกองทุนสุขภาพ กับอิสรภาพจากอำนาจรัฐและทุน” ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ 4 กองทุน ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนด้านสุขภาพอีก 2 แห่ง พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งแก้ไขปัญหาการทำหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
เครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่า ความพยายามเปลี่ยนแหล่งรายได้ขององค์กรและกองทุนจากระบบภาษีจัดสรรเฉพาะไปสู่การพึ่งพางบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจทำให้องค์กรเหล่านี้ถูกแทรกแซงผ่านกลไกงบประมาณ ขณะที่ปัญหาการบริหารงานภายใน กสทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการสื่อสารและคุ้มครองผู้บริโภค กลับไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
จี้นายกฯ ดำเนินคดีอาญา – วินัย ปมขวางประชุม กสทช.
อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาภายใน กสทช. กำลังส่งผลกระทบต่อการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและสิทธิของผู้บริโภคอย่างรุนแรง เนื่องจากมีวาระสำคัญจำนวนมากที่รอการพิจารณา ทั้งปัญหาการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ราคาค่าบริการและคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์ การคุ้มครองผู้บริโภคจากข้อความสั้นหลอกลวง (SMS) เบอร์โทรศัพท์ผิดกฎหมาย และขบวนการมิจฉาชีพออนไลน์ ตลอดจนการกำกับดูแลการรับชมรายการต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ บริการ OTT (Over the Top) และการเปลี่ยนผ่านกิจการโทรทัศน์ดิจิทัล
ขณะที่สถานะการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ และข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดประชุมคณะกรรมการ กสทช. ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ส่งผลให้การพิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประชาชนต้องหยุดชะงัก โดยระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2569 มีการประชุมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ถึง 15 ครั้ง
“วันนี้มีปัญหาที่กระทบผู้บริโภคโดยตรงจำนวนมาก ทั้ง SMS หลอกลวง เบอร์เถื่อน สแกมเมอร์ และผลกระทบจากการควบรวมกิจการโทรคมนาคม เราต้องถามว่าค่าโทรศัพท์ถูกลงหรือไม่ คุณภาพบริการดีขึ้นหรือไม่ และแพ็กเกจราคาพื้นฐานสำหรับประชาชนอยู่ตรงไหน แต่ กสทช. กลับไม่สามารถประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้” อดิศักดิ์ กล่าว
สภาผู้บริโภคเห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา กสทช. อย่างเร่งด่วน มากกว่าการผลักดันแก้ไขกฎหมาย 4 กองทุน ซึ่งอาจกระทบต่อกลไกคุ้มครองสิทธิประชาชน พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายตรวจสอบการกระทำของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณี นพ.สรณ และ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช.
ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนเรียกร้องให้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อ นพ.สรณ และนายไตรรัตน์ ตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนายไตรรัตน์ กรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. โดยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวไม่ควรถูกปล่อยให้ยืดเยื้อจนกระทบต่อการบริหารทรัพยากรคลื่นความถี่และการคุ้มครองผู้บริโภค
เปลี่ยนงบไทยพีบีเอส เปลี่ยนสื่อประชาชนเป็นสื่อรัฐ
เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า การผลักดันแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนไทยพีบีเอสจากระบบภาษีจัดสรรเฉพาะ ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของการก่อตั้งไทยพีบีเอสที่ต้องการให้เป็นสื่ออิสระจากอำนาจรัฐและทุน
ทั้งนี้ ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะมีรากฐานมาจากบทเรียนเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ซึ่งประชาชนถูกจำกัดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเรียกร้องให้มีสถานีโทรทัศน์ที่เป็นอิสระ นำไปสู่การก่อตั้งสถานีโทรทัศน์เสรีหรือไอทีวี และพัฒนามาเป็นไทยพีบีเอสภายใต้พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551
“ไทยพีบีเอสต้องเป็นสื่อสาธารณะของประชาชน ไม่ใช่สื่อของรัฐบาล เราไม่ต้องการเห็น NBT แห่งที่สอง การเปลี่ยนแหล่งงบประมาณให้สื่อสาธารณะต้องพึ่งพาการจัดสรรจากรัฐบาลทุกปี เป็นความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระในการตรวจสอบอำนาจรัฐ และขัดต่อเจตนารมณ์ของวีรชนพฤษภา 35” เมธา กล่าว
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ยังออกแถลงการณ์ “ปกป้องสื่อสาธารณะ หยุดรัฐและทุนคุมสื่อ ปฏิรูปสื่อเพื่อประชาชนตามเจตจำนงวีรชนพฤษภา 35” โดยยืนยันว่า สื่อสาธารณะต้องเป็นพื้นที่กลางในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สะท้อนเสียงประชาชนและกลุ่มเปราะบาง พร้อมสนับสนุนการปฏิรูปไทยพีบีเอสให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยไม่ลดทอนความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ
ด้านอดิศักดิ์กล่าวเสริมว่า ไทยพีบีเอสมีบทบาทสำคัญมากต่อการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค โดยเฉพาะสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร้องเรียนและสะท้อนปัญหาผ่านรายการต่าง ๆ เช่น สถานีประชาชน ซึ่งช่วยผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหา จึงไม่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายที่อาจทำให้สื่อสาธารณะต้องพึ่งพางบประมาณจากฝ่ายการเมืองมากขึ้น
ห่วงตัดงบ สสส. – ไทยพีบีเอส ซ้ำเติมคนจนและกลุ่มเปราะบาง
เนืองนิช ชิดนอก ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนคนจนเมืองและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะชุมชนที่ยังไม่สามารถจดทะเบียนอย่างเป็นทางการและเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานจากภาครัฐ
ที่ผ่านมา การสนับสนุนจาก สสส. ช่วยให้ชุมชนดำเนินกิจกรรมด้านสุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม การพัฒนาเยาวชน การป้องกันยาเสพติด และการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รวมถึงพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนให้สามารถดูแลกันเองได้ เช่น การสร้างอาสาสมัครดูแลสุขภาพในช่วงการระบาดของโควิด-19
“คนจนเมืองและกลุ่มเปราะบางจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงสิทธิที่รัฐจัดให้ แต่กองทุนเหล่านี้ช่วยให้เราพัฒนาชุมชน ดูแลสุขภาพ สร้างอาชีพ และพึ่งพาตนเองได้ หากรัฐดึงอำนาจการจัดสรรงบประมาณกลับไป ก็เท่ากับลดทอนโอกาสของประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด” เนืองนิช กล่าว
นอกจากนี้ ไทยพีบีเอสยังมีบทบาทในการเปิดพื้นที่ให้คนชายขอบได้สื่อสารปัญหาของตนเอง ผ่านการพัฒนาสื่อพลเมืองและการนำเสนอปัญหาชุมชนที่อาจไม่ได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลัก จึงเห็นว่าการรักษาความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสและกองทุนสุขภาพ ไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้างงบประมาณ แต่เป็นการรักษากลไกที่ช่วยให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางมีสิทธิ มีเสียง และสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเท่าเทียม
เตือนกระบวนการกินรวบประเทศไทย จี้รัฐบาลหยุดรวบอำนาจ
เลียง ศรีแก้ว ผู้แทนภาคประชาชนจากภาคใต้ กล่าวถึงความกังวลต่อการแก้ไขกฎหมาย 4 กองทุนว่า อาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้กลไกที่เคยทำงานอย่างเป็นอิสระเพื่อประชาชนต้องอยู่ภายใต้อำนาจการตัดสินใจของฝ่ายบริหารมากขึ้น การเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณของสื่อสาธารณะและกองทุนสุขภาพ ไม่ควรดำเนินการอย่างเร่งรีบโดยขาดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะประชาชนที่พึ่งพากองทุนเหล่านี้ในการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิต
“รัฐบาลต้องยุติกระบวนการกินรวบประเทศไทย อย่าใช้การแก้กฎหมายเป็นเครื่องมือรวบอำนาจเหนือองค์กรที่ทำงานเพื่อประชาชน นายกรัฐมนตรียังมีทางเลือก ไม่จำเป็นต้องเร่งลงนามรับรองร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ แต่ควรเปิดพื้นที่ให้มีการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบ” เลียง กล่าว
พร้อมเสนอให้รัฐบาลหารือกับองค์กรและกองทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรือใช้กลไกคณะกรรมาธิการศึกษารายละเอียดก่อนตัดสินใจ โดยย้ำว่าการปฏิรูปต้องไม่กลายเป็นการลดทอนความเป็นอิสระและสิทธิของประชาชน
14 องค์กรยื่น 4 ข้อเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี
ภายหลังการเสวนา เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงและภาคประชาสังคมรวม 14 องค์กร ได้ประกาศจุดยืนร่วมกัน โดยเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งในไทยพีบีเอส กองทุนสุขภาพ และ กสทช. ล้วนเชื่อมโยงกับความเป็นอิสระขององค์กรสาธารณะและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ 4 ประการ ได้แก่
1. ยุติการแก้ไขกฎหมายที่กระทบความเป็นอิสระของไทยพีบีเอส โดยคัดค้านการเปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนที่อาจทำให้สื่อสาธารณะต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาล ยืนยันให้ไทยพีบีเอสทำหน้าที่เป็นสื่อของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมส่งเสริมการตรวจสอบและปฏิรูปองค์กรโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน
2. ถอนร่างแก้ไขกฎหมาย 4 กองทุน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงระบบจัดสรรงบประมาณที่อาจลดทอนความเป็นอิสระของกองทุนและองค์กรที่ทำงานด้านสุขภาพ สื่อสาธารณะ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมเปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน
3. เร่งแก้ไขวิกฤต กสทช. และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อให้คณะกรรมการ กสทช. สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ รวมถึงให้ตรวจสอบและร้องทุกข์กล่าวโทษ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ตามข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ โดยเครือข่ายระบุถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 157 และ 83 พร้อมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนายไตรรัตน์ และพิจารณาให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เพื่อยุติการขัดขวางการทำงานของ กสทช. และเร่งแก้ไขปัญหาที่กระทบผู้บริโภค
4. ยุติการแทรกแซงและรวมศูนย์อำนาจเหนือองค์กรสาธารณะ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพหลักการประชาธิปไตย ความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ใช้อำนาจทางการเมืองหรือกลไกงบประมาณลดทอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ทั้ง 14 องค์กรยืนยันว่าจะติดตามท่าทีของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยย้ำว่า การรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ กองทุนสุขภาพ และองค์กรกำกับดูแลโทรคมนาคม ไม่ใช่การปกป้ององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นการปกป้องสิทธิของประชาชนและประโยชน์สาธารณะจากการแทรกแซงของอำนาจรัฐและทุน



