Ribbon

คืนเงินเหยื่อภัยออนไลน์ มีกฎแต่ไม่ครอบคลุม เสนอใช้ “ความรับผิดร่วม”

คืนเงินเหยื่อภัยออนไลน์ มีกฎแต่ไม่ครอบคลุม เสนอใช้ “ความรับผิดร่วม”

ประเทศไทยมีเครื่องมือใหม่สำหรับคืนเงินเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์เรียบร้อยแล้ว “กฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569” ป็นกฎหมายลูกที่ออกตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ หรือ พ.ร.ก.ไซเบอร์ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม แต่กว่าจะเริ่มบังคับใช้จริงต้องรอถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เพราะกฎหมายกำหนดให้มีผลเมื่อพ้น 90 วันนับจากวันประกาศ

แปลว่าเวลานี้ประเทศไทยอยู่ในสภาพที่มีกฎหมายคืนเงินอยู่ในมือ แต่ยังกดปุ่มใช้ไม่ได้ และสำหรับคนที่เพิ่งถูกหลอกโอนเงินไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เครื่องมือที่ควรจะช่วยพวกเขายังไม่เริ่มเดินด้วยซ้ำ

ลดขั้นตอนคืนเงิน แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกคน

สาระของกฎกระทรวงฉบับนี้คือการตัดขั้นตอนที่เคยเป็นคอขวด เดิมทีเงินที่ตำรวจอายัดไว้ในบัญชีม้า กว่าจะคืนถึงมือเจ้าของ ผู้เสียหายต้องไปยื่นเรื่องต่อศาลเอง กระบวนการยืดเยื้อจนหลายคนถอดใจ แต่กฎกระทรวงใหม่เปิดทางให้คณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สั่งคืนเงินก้อนนั้นให้ผู้เสียหายได้โดยตรง เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้วพบความเชื่อมโยงชัดเจน เท่ากับร่นเวลาและลดภาระของผู้เสียหายได้มาก

เมื่อถึงวันที่ 12 สิงหาคม กลไกนี้ก็จะช่วยได้จริง “แต่เฉพาะกับเงินที่อายัดทันเท่านั้น” ส่วนคำถามที่ค้างอยู่สำหรับคนอีกจำนวนมากที่ถูกหลอกไปก่อนหน้านี้ ยังตรงไปตรงมากว่านั้น คือเงินที่ถูกโอนออกไปหลายทอด แปลงเป็นคริปโทเคอร์เรนซี หรือไหลข้ามพรมแดนไปแล้ว จะตามกลับมาได้อย่างไร และในทางปฏิบัติ กว่าจะได้คืนสักบาท ต้องผ่านอะไรบ้าง

เงินส่วนใหญ่อาจไม่เคยถูกอายัดไว้ตั้งแต่แรก

ก่อนจะพูดเรื่องคืนเงิน ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนว่า เงินที่ตามคืนได้นั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายทั้งหมด โดยตัวเลขล่าสุดจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สะท้อนขนาดของปัญหาได้ชัด รอบ 120 วันแรกของปี 2569 (1 มกราคม – 30 เมษายน) มีคดีที่แจ้งเข้าไปถึง 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวมราว 7,480 ล้านบาท โดยการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการครองอันดับหนึ่งด้วยจำนวนกว่า 85,000 คดี ส่วนการหลอกลงทุนแม้จำนวนคดีไม่มาก แต่ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงถึงหลักแสนบาท และเมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคมสถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลาย สัปดาห์ระหว่างวันที่ 10 – 16 พฤษภาคม 2569 เพียงเจ็ดวัน มีคดีรับแจ้งผ่านระบบการแจ้งความออนไลน์ อีก 5,632 คดี ความเสียหายเกือบ 200 ล้านบาท เท่ากับคนไทยยังถูกดูดเงินเฉลี่ยเกือบ 30 ล้านบาทต่อวัน

เทียบกับตัวเลขเหล่านี้แล้ว เงินที่ตามคืนได้ยังห่างไกล ไทยยังไม่มีการเปิดสัดส่วนภาพรวมทั้งประเทศว่าอายัดหรือคืนได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขที่ถูกอ้างถึงบ่อยครั้งคือคำระบุของฝ่ายอัยการเมื่อปี 2567 ที่ว่า คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกิดขึ้นมากกว่า 700 คดีต่อวัน ความเสียหายระดับ 450,000 ล้านบาทต่อปี แต่ตามเงินคืนได้เพียงราว 2% ซึ่งภาพในปัจจุบันก็ยังบอกเล่าช่องว่างเดียวกัน เพราะเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 มีการมอบเงินคืนผู้เสียหายตามคำสั่งศาลเพียง 4 คดี รวมประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่พุ่งขึ้นทุกสัปดาห์

ที่สำคัญ แม้แต่เงินที่อายัดไว้ได้แล้วก็ยังไม่ได้แปลว่าถึงมือเจ้าของ ในการหารือระหว่างสภาผู้บริโภคกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม กระทรวงดีอียอมรับว่ากำลังเร่งหาแนวทางคืนเงินที่อายัดค้างไว้ราวหมื่นกว่าล้านบาทให้ถึงมือผู้เสียหายโดยเร็ว ผ่านการทำงานร่วมกันของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เม็ดเงินก้อนนี้จึงเป็นภาพสะท้อนอีกด้านของคำว่า “รอ”

กล่าวคือเงินมีอยู่ในระบบ แต่ยังไปไม่ถึงคนที่ควรได้รับ เพราะทรัพย์ที่ยึดมาส่วนใหญ่ยังต้องผ่านการพิสูจน์ทรัพย์ บางส่วนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และบางส่วนตกเป็นของแผ่นดิน กว่าจะเฉลี่ยคืนได้จึงใช้เวลานานและมักไม่ครบจำนวน

ทำไมตามเงินคืนถึงยากนัก

คำตอบอยู่ที่วิธีการของมิจฉาชีพ เครือข่ายเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อไม่ให้สามารถสะกดรอยตามได้ตั้งแต่ต้น เงินของผู้เสียหายถูกโอนผ่านบัญชีม้าเป็นทอด ๆ ปะปนกับบัญชีบุคคลอื่น ก่อนถูกแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลหรือโยกไปบัญชีปลายทางในต่างประเทศ ยิ่งผู้เสียหายรู้ตัวช้า โอกาสสกัดยิ่งน้อยลง และแม้จับกุมคนในเครือข่ายได้ การตามเงินกลับก็ยังต้องใช้เวลาและพยานหลักฐานอีกมาก

กรณีที่สภาผู้บริโภคยกมาเล่าในวงหารือร่วมกับเอ็ตด้า (ETDA) สะท้อนภาพนี้ได้ดี ผู้เสียหายรายหนึ่งเริ่มจากเห็นโฆษณาสอนเล่นหุ้นฟรีบนเฟซบุ๊ก ก่อนมีคนโทรมาชวนเข้ากลุ่มไลน์ที่ยกหุ้นจริงในตลาดหลักทรัพย์มาอ้าง แล้วให้โหลดแอปพลิเคชันเทรดจากสโตร์จริงเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ผู้บริโภครายนี้ลงเงินไปราว 1.9 ล้านบาท ระบบแสดงยอดพุ่งเป็นกว่า 6 ล้านบาทภายในเดือนเดียว แต่พอจะถอนกลับถูกเรียกเก็บค่าคอมมิชชันเพิ่มอีกหลายแสน สุดท้ายเงินหายไปหลายล้าน โอนผ่านบัญชีม้าและแปลงเป็นคริปโทฯ จนตามรอยแทบไม่ได้ ส่วนอาจารย์ที่สอนในกลุ่มก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นคนจริงหรือระบบอัตโนมัติ

เคสแบบนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า กว่าจะได้เงินคืนไม่ใช่แค่กรอกแบบฟอร์มแล้วรอ แต่คือการต่อสู้ที่ต้องอาศัยหลักฐาน ความเร็ว และความอดทน ผู้เสียหายต้องแจ้งเหตุให้เร็วที่สุดผ่านสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 เก็บสลิปโอนเงิน เลขบัญชีปลายทาง บทสนทนา ลิงก์ และแอปที่ถูกหลอกให้ติดตั้งไว้ให้ครบ เพราะทุกชิ้นคือกุญแจในการอายัดและเพื่อไล่ตามเส้นทางการเงิน ที่หนักกว่านั้นคือความเหนื่อยล้าจากการวิ่งหาหลายหน่วยงาน ตัวแทนผู้เสียหายรายหนึ่งซึ่งสูญเงินถึง 165 ล้านบาท สะท้อนว่า ที่ผ่านมาผู้บริโภคต้องเดินเรื่องหลายที่แต่ยังไม่ได้รับการเยียวยาเท่าที่ควร และสิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือหน่วยประสานงานกลางที่ติดต่อได้จริง

เสนอใช้หลัก “ความรับผิดร่วม” เยียวยาผู้บริโภค

จุดที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน คือคิดว่ากฎหมายชุดนี้ทำให้ธนาคาร ค่ายมือถือ และแพลตฟอร์ม ต้องร่วมรับผิดโดยอัตโนมัติ แต่ความจริงคือกฎกระทรวงที่จะบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม จัดการเฉพาะเงินก้อนที่อายัดไว้ในบัญชีม้าให้คืนได้เร็วขึ้นเท่านั้น หากผู้เสียหายต้องการให้ธนาคารหรือแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบเพราะความบกพร่องของระบบ ทางที่เหลืออยู่ยังคงเป็นการฟ้องศาลด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่าย ใช้เวลานาน และผลลัพธ์คาดเดายาก

อย่างไรก็ตามมีบรรทัดฐานที่พอให้ความหวังอยู่บ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีลักษณะนี้เคยตัดสินให้ธนาคารรับผิดครึ่งหนึ่งของความเสียหาย โดยมองว่าเป็นความประมาทของทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้เสียหายที่กดติดตั้งแอปพลิเคชันเอง และธนาคารที่ระบบไม่รัดกุมพอจนเปิดช่องให้ทำธุรกรรมข้ามอุปกรณ์ได้ แต่นั่นก็ยังเป็นสิทธิที่ต้องแลกมาด้วยการเดินขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคได้มาโดยไม่ต้องร้องขอ

นี่คือเหตุผลที่สภาผู้บริโภคเสนอให้กำหนดหลัก ความรับผิดร่วม หรือ Shared Responsibility แบบอัตโนมัติไว้ในพระราชกำหนดว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ให้ชัดว่าแพลตฟอร์ม ค่ายมือถือ และธนาคาร ต้องรับผิดชอบในสัดส่วนเท่าใด แทนที่จะปล่อยให้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายไปพิสูจน์เองทีละราย

ชงสามแนวทางคุ้มครองผู้บริโภคจากภัยออนไลน์

ระหว่างที่รัฐเปิดกลไกคืนเงินให้เร็วขึ้น สภาผู้บริโภคไม่ได้ปล่อยให้ผู้เสียหายสู้กันเองตามลำพัง และเดินเกมพร้อมกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

แนวทางแรกคือ การเรียกร้องผ่านกระบวนการยุติธรรม โดยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลแพ่งรัชดาและศาลแพ่งกรุงเทพใต้ แทนผู้เสียหาย 10 ราย ความเสียหายกลุ่มแรกรวมกว่า 230 ล้านบาท โดยฟ้องทั้งกลุ่มแพลตฟอร์มข้ามชาติ ได้แก่ เมตา (เจ้าของเฟซบุ๊ก) ไลน์ และแอปเปิล กูเกิ้ลเพลย์สโตร์ ในฐานละเมิดสิทธิผู้บริโภค รวมถึงกลุ่มธนาคาร ในฐานผิดสัญญาบริการ ผิดสัญญาฝากทรัพย์ และละเมิดสิทธิผู้บริโภค ทนายความผู้รับผิดชอบคดีอธิบายว่าการหลอกลวงเกิดเป็นห่วงโซ่เดียวกัน ตั้งแต่โฆษณาปลอมบนแพลตฟอร์ม การพาเข้ากลุ่มสนทนา ช่องทางดาวน์โหลดแอป ไปจนถึงการโอนเงินผ่านธนาคาร หากส่วนใดส่วนหนึ่งทำหน้าที่ของตนอย่างครบถ้วน ความเสียหายก็จะไม่เกิด        คดีนี้ถือเป็นคดียุทธศาสตร์เพื่อวางบรรทัดฐานใหม่ โดยศาลนัดพร้อมคู่ความครั้งแรกในวันที่ 3 สิงหาคม และ 10 สิงหาคม 2569 ก่อนกฎกระทรวงคืนเงินมีผลเพียง 9 วัน

แนวทางที่สองคือ การออกนโยบายต้นทาง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคยื่นข้อเสนอต่อสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พร้อมเปิดตัวเลขที่รวบรวมเองว่า เฉพาะเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 มีมากถึง 11,815 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นปัญหาจากเฟซบุ๊กถึง 6,986 เรื่อง หรือเกือบ 60% คิดเป็นความเสียหายไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ตั้งคำถามว่า ในเมื่อคนไทยใช้เฟซบุ๊กกว่า 51 ล้านบัญชี และแพลตฟอร์มมีรายได้ค่าโฆษณาปีละหลายหมื่นล้านบาท เหตุใดเมื่อเกิดการหลอกลวงผ่านโฆษณา ผู้บริโภคแทบไม่เคยได้เงินคืน ขณะที่แพลตฟอร์มมักอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลาง โดยเห็นว่าเมื่อได้ประโยชน์จากค่าโฆษณาแล้ว ก็ต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้เสียหายแบกไว้คนเดียว

ทั้งนี้ ข้อเสนอ 5 ข้อที่ยื่นต่อ ETDA จึงมุ่งไปที่การป้องกันและรับผิดชอบที่ต้นทาง ทั้งการสั่งให้แพลตฟอร์มเยียวยาผู้เสียหายกลุ่มแรก การบังคับขึ้นทะเบียนและมีนิติบุคคลรับผิดชอบในไทย การยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาและขยายเวลาเก็บข้อมูลจาก 90 วันเป็น 1 ปี การตั้งเงินสำรองเยียวยา ไปจนถึงการหยุดอัลกอริทึมที่ยิงซ้ำโฆษณาหลอกลวงเข้าหากลุ่มเปราะบาง

แนวทางที่สามคือ การแก้กฎหมาย ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณตอบรับ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 สภาผู้บริโภคเข้าหารือกระทรวงดีอี โดยแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ระบุว่ากำลังเร่งปรับปรุงร่างกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลและพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง จากเดิมที่เน้นเพียงการรับจดแจ้ง ให้มีทั้งการควบคุม การกำกับดูแล และบทลงโทษที่เป็นตัวเงิน โดยตั้งเป้าเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมหน้าช่วงเดือนสิงหาคม พร้อมมอบให้ ETDA เป็นหน่วยประสานกลางเพื่อดูเป็นรายกรณีว่าจะช่วยผู้เสียหายที่ร้องเรียนเข้ามาได้อย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังเสนอให้กระทรวงดีอีตั้ง “กองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น” โดยให้แพลตฟอร์ม ค่ายมือถือ และธนาคาร ร่วมรับผิดชอบเพื่อช่วยให้ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบมีเงินประคองชีวิตในระยะสั้นระหว่างรอการติดตามคดี เพราะที่ผ่านมาผู้เสียหายจำนวนมากสูญเงินหลักแสนหลักล้าน แต่ได้รับเยียวยากลับคืนมาเพียงเล็กน้อย และบางรายกระทบหนักถึงขั้นใช้ชีวิตต่อไม่ไหว กองทุนลักษณะนี้จึงเป็นการอุดช่องว่างที่กฎหมายคืนเงินยังไปไม่ถึง คือดูแลคนที่กำลังเดือดร้อนเฉพาะหน้าไม่ให้ต้องรอจนหมดตัวก่อนจะได้เงินคืน

จะเห็นได้ว่า เดือนสิงหาคม 2569 มีหลายความเคลื่อนไหวที่ดูเป็นความหวังของผู้บริโภค ทั้งการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก ในวันที่ 3 และ 10 กฎกระทรวงคืนเงินฯ ที่มีผลวันที่ 12 และร่างกฎหมายแพลตฟอร์มที่กำลังเข้าสภาช่วงเปิดสภาผู้แทนราษฎร แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้หมายความว่า คนที่ถูกหลอกและเสียเงินไปแล้วจะได้รับความช่วยเหลือทันที

ดังนั้น ตราบใดที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับการเยียวยาที่จับต้องได้ โจทย์ต่อไปจึงไม่ใช่แค่ทำให้คืนเงินเร็วขึ้น แต่คือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคได้เงินคืนจริง โดยไม่ต้องรอนาน และไม่ต้องสู้เพียงลำพัง