
กรณี “พีช พชร” เจ้าของแบรนด์ข้าวเกรียบกุ้ง “MAW” ถูกมิจฉาชีพสร้างเพจปลอมในชื่อแบรนด์ตนเองหลอกขายฝันแจกของ-ลงทุน ตอกย้ำปัญหาโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์มที่ยังเปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย
ทุกวันนี้ มิจฉาชีพไม่ได้หลอกด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่หลอกด้วย “ความน่าเชื่อถือ” ที่ขโมยมาจากคนอื่น
พีช พชร ยังโดน
หลายคนอาจเคยเห็นข่าวที่ พีช พชร จิราธิวัฒน์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มมิจฉาชีพ หลังถูกนำชื่อ ภาพ และแบรนด์สินค้าข้าวเกรียบกุ้ง “MAW” ไปแอบอ้างสร้างเพจปลอม หลอกประชาชนให้หลงเชื่อว่ามีการแจกสินค้าทดลอง ก่อนเปลี่ยนเป็นชักชวนลงทุน จนมีผู้เสียหายจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายรวมหลักล้านบาท
สิ่งที่น่ากังวลคือ มิจฉาชีพไม่ได้เพียงคัดลอกรูปภาพหรือสร้างเพจปลอมเท่านั้น แต่ยังทำงานกันเป็นขบวนการ มีทั้งแอดมิน หน้าม้า และผู้ประสานงาน คอยสร้างความน่าเชื่อถือให้เหยื่อตายใจ แม้เจ้าของแบรนด์จะพยายามแจ้งปิดเพจปลอมอยู่หลายครั้ง แต่เพจใหม่ก็ถูกสร้างขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เหตุการณ์นี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องของคนดัง แต่ความจริงแล้ว นี่คือปัญหาเดียวกับที่ผู้บริโภคไทยจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ทุกวัน
จุดเริ่มต้นจากผู้บริโภคเห็นโฆษณาที่ดูน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพจปลอมที่แอบอ้างชื่อบุคคลหรือแบรนด์จริง เมื่อกดเข้าไปก็จะถูกชักชวนให้เข้ากลุ่มไลน์ (Line Open Chat) ก่อนแล้วค่อย ๆ สร้างความไว้วางใจ และนำไปสู่การลงทุน การซื้อสินค้า หรือการโอนเงิน
การแอบอ้างชื่อสินค้าที่เกิดขึ้นกับพีช พชร เป็นรูปแบบเดียวกับคดีที่ สภาผู้บริโภครับเรื่องร้องเรียนและกำลังฟ้องร้องเพื่อให้แพลตฟอร์มเยียวยาผู้เสียหาย โดยลักษณะการหลอกลวงเกิดจากผู้เสียหายที่ต้องการเรียนรู้การลงทุนและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเทรดหุ้นบนเฟซบุ๊ก ก่อนที่ระบบจะแสดงโฆษณาเพจปลอมซึ่งแอบอ้างชื่อและภาพของอินฟลูเอนเซอร์ด้านการลงทุน จากนั้นพาเข้ากลุ่มไลน์ ก่อนชักชวนให้ซื้อหุ้นและโอนเงินลงทุน จนกระทั่งสูญเสียเงินจำนวนมากในท้ายที่สุด
เมื่อเฟซบุ๊กเป็นตัวกลาง แต่ยังไร้ความรับผิดชอบ
แม้รายละเอียดของแต่ละกรณีจะแตกต่างกัน แต่จุดเริ่มต้น คือ การเห็นโฆษณาบนเฟซบุ๊ก ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคพบเห็นการแอบอ้างเกิดขึ้นแทบทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็น แอบอ้างดารา ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน แอบอ้างแบรนด์สินค้าและบริษัทเอกชน แม้แต่แอบอ้างหน่วยงานรัฐ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครหลงเชื่อง่าย แต่คือมิจฉาชีพสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ง่ายขึ้น เพราะแอบอ้างชื่อเสียงของบุคคลและองค์กรที่ประชาชนไว้วางใจ และเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายผ่านโฆษณาบนเฟซบุ๊ก
ทุกครั้งที่เกิดเคสหลอกลวง ผู้เสียหายมักถูกตั้งคำถามว่า “ทำไมถึงเชื่อ” แต่คำถามที่สังคมควรถามมากกว่าคือ เหตุใดโฆษณาหลอกลวงจึงยังสามารถซื้อพื้นที่บนแพลตฟอร์มได้ง่าย เพราะในแทบทุกเคสเส้นทางการหลอกลวงมีลักษณะเดียวกัน เริ่มจากโฆษณาบนแพลตฟอร์ม จากนั้นพาไปยังแอปพลิเคชันไลน์เพื่อหลอกลวงต่อ และหลอกให้ดาวน์โหลดแอปหรือเข้าสู่เว็บไซต์ สุดท้ายโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร
ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าหากแพลตฟอร์มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสียหายจำนวนมากอาจไม่เกิดขึ้น หากแพลตฟอร์มมีระบบตรวจสอบผู้ซื้อโฆษณาที่เข้มงวด โฆษณาหลอกลวงอาจไม่ถูกเผยแพร่ หากแอปพลิเคชันไลน์มีมาตรการจัดการบัญชีที่ใช้หลอกลวงอย่างรวดเร็ว มิจฉาชีพอาจเข้าถึงเหยื่อได้ยากขึ้น หากร้านค้าแอปพลิเคชันตรวจสอบแอปอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหยื่ออาจไม่ถูกหลอกให้ติดตั้งแอปปลอม และหากสถาบันการเงินสามารถตรวจจับธุรกรรมผิดปกติและระงับการโอนเงินได้ทันท่วงที ความเสียหายก็อาจลดลงอย่างมาก
ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงมิจฉาชีพเก่งขึ้น แต่เป็นเพราะระบบนิเวศของแพลตฟอร์มดิจิทัลยังเปิดช่องให้การหลอกลวงดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
ถึงเวลาแพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบ
ปัญหาเหล่านี้จะไม่จบ หากทุกครั้งยังเป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่ต้องระวังตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เกิดคดีหลอกลวงออนไลน์ มักได้ยินคำแนะนำเดิม ๆ ว่า “อย่าหลงเชื่อ” “อย่าโอนเงิน” หรือ “ตรวจสอบให้ดีก่อน”คำแนะนำเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่เพียงพอ
เพราะต่อให้ผู้บริโภคระวังตัวมากแค่ไหน หากโฆษณาหลอกลวงยังสามารถซื้อพื้นที่บนแพลตฟอร์มได้ หากเพจปลอมถูกสร้างใหม่ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง หากบัญชีม้ายังเปิดใช้ได้ง่าย หรือหากเงินที่ถูกหลอกยังถูกโอนผ่านระบบการเงินได้อย่างรวดเร็ว ความเสียหายก็จะยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นี่คือเหตุผลที่สภาผู้บริโภคยืนยันมาโดยตลอดว่า การแก้ปัญหาภัยออนไลน์ต้องเปลี่ยนจากการผลักภาระให้ผู้บริโภค “ป้องกันตัวเอง” ไปสู่การทำให้ “ทุกฝ่ายในห่วงโซ่ต้องร่วมรับผิดชอบ” ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่รับโฆษณา ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ผู้ให้บริการสื่อสารออนไลน์ หรือสถาบันการเงิน ทุกฝ่ายล้วนมีบทบาทในการป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพใช้บริการของตนเป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรม
อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคยังคงเดินหน้าผลักดันให้แพลตฟอร์มดิจิทัลมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยเหลือผู้เสียหายและผลักดันการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค
หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยตกเป็นเหยื่อของการแอบอ้าง หลอกลงทุน หรือถูกหลอกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่าปล่อยให้เป็นเพียงความเสียหายของตัวเอง สภาผู้บริโภคขอเชิญชวนคนที่เคยถูกหลอก ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ผ่านแฮชแท็ก #ฉันก็โดนเหมือนกัน #แอปฟ้าพาหมดตัว และ #เฟซบุ๊กเพื่อนลัก และสำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลงทุนหรือภัยออนไลน์ สามารถร้องเรียนกับสภาผู้บริโภค ได้ที่ เบอร์ 1502 (วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.00 – 17.00 น. ยกเว้นวันหบุดนักขัตฤกษ์) หรือ ร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ www.tcc.or.th
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
