ข้อเสนอแนะนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ปี 2568

สถานการณ์
–
การดำเนินงาน
หนังสือที่ TCC.นย. 617/2568 ลงวันที่ 24 เดือนเมษายน 2568 เสนอต่อ นายกรัฐมนตรี เรื่อง ข้อเสนอแนะนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง
ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค
(1) ให้ยกเลิกการกำหนดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีการกำหนดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) สำหรับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) ประเภท Non-Firm และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่กำหนดอายุสัญญา 5 ปีและต่อเนื่องโดยอัตโนมัติตามมติ กพช. ครั้งที่ 8/2550 (ครั้งที่ 117) เมื่อวันที่16พฤศจิกายน 2250 เพื่อให้ใช้วิธีประมูลแข่งขันแทนอันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงานตามมาตรา 7 (3) กำหนดไว้ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในกิจการพลังงาน และป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบในการประกอบกิจการพลังงาน
(2) ให้มอบหมายกระทรวงพลังงานร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาปรับปรุงสูตรการคิดค่า Ft โดยยกเลิกค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ (Policy Expense : PE) เนื่องจากไม่ใช่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แท้จริง แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่รัฐกำหนดขึ้นมาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันไม่มีความจำเป็นอีกแล้วเนื่องจากต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันมีราคาถูกลงมาก เอกชนสามารถเข้าสู่ตลาดและแข่งขันกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีค่า PE อีกต่อไป
(3) ให้มอบหมายกระทรวงพลังงานร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยกำหนดราคาแบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (Net Metering) สำหรับกลุ่มผู้ขอขนานไฟฟ้า (ฝากไฟฟ้าส่วนเกินไว้ และดึงกลับมาใช้งานในช่วงเวลาที่ไม่มีการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา โดยไม่มีการขายไฟฟ้าคืน) และปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าจากเดิม 2.20 บาทต่อหน่วยเป็นการรับซื้อไฟฟ้าในราคาเดียวกับ กฟผ.ขายให้กับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สำหรับผู้ประสงค์ขายไฟฟ้าคืนตามโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเดิม และให้เร่งดำเนินการเปิดเสรีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาแบบ Net Billing สำหรับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ และภาคอุตสาหกรรมโดยไม่กำหนดโควตากำลังการผลิตและระยะเวลารับซื้อ
(4) ให้ทบทวนมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2566 (ครั้งที่ 164) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ที่มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการใช้กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) และให้เปลี่ยนมาใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (Loss of Load Expectation: LOLE) เป็นเกณฑ์วัดความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเพื่อมิให้เป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่าด้วยกิจการพลังงานที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2560 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 1/2566 เรื่องพิจารณาที่ 16/2565 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2566
(5) ให้มอบหมายกระทรวงพลังงาน ร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดำเนินการเพื่อชะลอหรือยุติการลงนามในสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) โรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้พลังงานฟอสซิล (เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) ซึ่งมีแนวโน้มราคาแพงในอนาคต อีกทั้งไม่ตอบเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 ที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ในเวทีโลกเมื่อการประชุม COP26 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 และให้ดำเนินการเพื่อปรับโครงสร้างค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าซื้อไฟฟ้า (CP) จากโรงไฟฟ้าเอกชน โดยให้เปิดการเจรจาเพื่อลดค่าพร้อมจ่ายลงสำหรับโรงไฟฟ้าที่อายุใกล้ครบสัญญา และยืดการจ่ายค่าพร้อมจ่ายออกไปหรือยกเลิกค่าความพร้อมจ่ายสำหรับโรงไฟฟ้าใหม่
(6) ให้มอบหมายกระทรวงพลังงาน ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนินการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่คิดกับกลุ่มปิโตรเคมีและการผลิตไฟฟ้าใหม่ โดย กำหนดราคา LPG จากโรงแยกก๊าซที่มาจากก๊าซในอ่าวไทย เพื่อขายให้กลุ่มปิโตรเคมี เป็นราคาตลาดโลก และให้รายได้ส่วนเพิ่มจากการขายนี้นำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อใช้ในการอุดหนุนก๊าซหุงต้มในประเทศ และลดค่าเชื้อเพลิงที่โรงแยกก๊าซขายให้แก่ กฟผ. แล้วให้ กฟผ. ได้สิทธิเป็นรายแรกในการซื้อก๊าซมีเทนจากโรงแยกก๊าซในราคาถูกใกล้เคียงราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย หากเหลือจึงนำส่งเข้ารวมใน Pool Gas เพื่อขายให้แก่โรงไฟฟ้าเอกชนต่อไป
ความคืบหน้า
–



