Ribbon

ข้อเสนอนโยบายพลังงานที่นำไปสู่ค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมและสร้างความยั่งยืน ปลดล็อกการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างกว้างขวาง ปี 2567

สถานการณ์

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา ค่าไฟฟ้าของประเทศไทยมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีการปรับราคาจาก 3.78 บาทต่อหน่วยมาเป็น 4.72 บาทต่อหน่วย สำหรับค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2565 ซึ่งจากการที่ราคาค่าไฟฟ้าสูงเกินไป ส่งผลให้รัฐพยายามพยุงราคาและประกาศปรับลดราคาลงเล็กน้อยจนอยู่ที่ 4.45 บาทต่อหน่วยสำหรับค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2566 โดยรัฐบาลสั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับภาระส่วนต่างของค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้น

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาโดยมีหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านพลังงาน คือ “…การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมทันที

นอกจากนี้ รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศโดยวางแผนความต้องการและสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เร่งเจรจาการใช้พลังงานในพื้นที่อ้างอิงสิทธิกับประเทศข้างเคียงและสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติม รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ภายใต้กลไกตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงานที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไป” ซึ่งต่อมาในวันที่ 13 และ 18 กันยายน 2566 รัฐบาลได้ประกาศลดค่า Ft สำหรับรอบเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 ลงทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงจาก 4.45 บาทต่อหน่วย เหลือ 4.10 บาทต่อหน่วย และ 3.99 บาทต่อหน่วยตามลำดับ


การดำเนินงาน

ที่ TCC.นย. 362/2567 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2567 เรื่องขอเข้าพบเพื่อเสนอนโยบายและมาตรการการบริหารจัดการราคาค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม ถึงนายกรัฐมนตรี


ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค

ขอเสนอแนวทางการการแก้ไขดังต่อไปนี้

1. ปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่คิดกับกลุ่มปิโตรเคมีและการผลิตไฟฟ้าใหม่ ตามแนวทางดังนี้

  • ทางเลือกที่ 1 : กำหนดราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยสำหรับโรงแยกก๊าซเป็นราคาเฉลี่ยจากก๊าซทุกแหล่งที่ใช้ในประเทศ (ราคา pool gas) ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกลงทันทีหน่วยละ 20-25 สตางค์
  • ทางเลือกที่ 2 : กำหนดราคา LPG จากโรงแยกก๊าซที่มาจากก๊าซจากอ่าวไทย เพื่อขายให้กลุ่มปิโตรเคมี เป็นราคาตลาดโลก และให้รายได้ส่วนเพิ่มจากการขายนี้นำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อใช้ในการอุดหนุนก๊าซหุงต้มในประเทศ และลดค่าเชื้อเพลิงที่โรงแยกก๊าซขายให้แก่ กฟผ. และให้ กฟผ. ได้สิทธิ์เป็นรายแรกในการซื้อก๊าซมีเทนจากโรงแยกก๊าซในราคาปัจจุบัน หากเหลือจึงนำส่งเข้ารวมใน pool gas เพื่อขายให้แก่โรงไฟฟ้าเอกชนต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนไฟฟ้าถูกลงประมาณหน่วยละ 40-50 สตางค์


2. ยกเลิกการสร้างโรงไฟฟ้าที่ยังมิได้เซ็นสัญญารับซื้อไฟฟ้า PPA โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้พลังงานฟอสซิลซึ่งมีแนวโน้มราคาแพงในอนาคต อีกทั้งไม่ตอบโจทย์ Carbon Neutrality 2050 รวมถึงการเซ็นสัญญา PPA เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในลาว ซึ่งมีต้นทุนในการรับซื้อไฟฟ้าสูงกว่าเขื่อนอื่น ๆ มาก และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง



2. ยกเลิกการสร้างโรงไฟฟ้าที่ยังมิได้เซ็นสัญญารับซื้อไฟฟ้า PPA โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้พลังงานฟอสซิลซึ่งมีแนวโน้มราคาแพงในอนาคต อีกทั้งไม่ตอบโจทย์ Carbon Neutrality 2050 รวมถึงการเซ็นสัญญา PPA เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในลาว ซึ่งมีต้นทุนในการรับซื้อไฟฟ้าสูงกว่าเขื่อนอื่น ๆ มาก และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

3. มอบหมายให้กระทรวงพลังงานนำทีมเจรจากับโรงไฟฟ้า IPP เพื่อลดค่าพร้อมจ่ายลงร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี แลกกับการยืดเวลาจ่ายค่าพร้อมจ่ายออกไปอีก 2 ปี

4.ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา แบบ Net metering/ Net Billing โดยตั้งเป้าหมาย 5 ปี ไม่น้อยกว่า 10,000 เมกะวัตต์ สร้างแรงจูงใจแก่ประชาชนให้เข้าร่วมโครงการ เช่น การจัดตั้งกองทุนปล่อยกู้ติดตั้งโซลาร์แบบดอกเบี้ยต่ำ (1 – 3%) การปลดล็อกขั้นตอนและอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าโดยรวมทั้งระบบลงจากการลดการผลิตไฟฟ้าหน่วยท้าย ๆ ด้วยการใช้ LNG ราคาแพง การยกเลิกข้อกำหนดการห้ามไฟฟ้าไหลย้อนเข้ากริดของการไฟฟ้า และการส่งเสริมโมเดลด้านการเงินสำหรับธุรกิจโซลาร์เซลล์ โดยอาจให้ กฟภ. กฟน. เป็นเจ้าภาพ และให้ กกพ. เปิดโควต้า แบบไม่จำกัดเวลาการรับซื้อ

  • 4.1 Net metering ภาคครัวเรือน บ้านละไม่เกิน 5kW รวม 5,000 MW (1,000,000 หลังคาเรือน)
  • 4.2 Net billing ภาคเอกชนและอุตสาหกรรม 5,000 MW

5. จัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (แผน PDP) ของประเทศใหม่ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality 2050 ตามที่ประกาศไว้กับประชาคมโลก และเพื่อให้มีความมั่นคงทางพลังงาน ในอนาคตรองรับการยกเลิกการใช้พลังงานฟอสซิล รวมถึงการหยุดสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลใหม่


ความคืบหน้า

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงต่อสาธารณะว่าจะเร่งดำเนินทุกมาตรการลดค่าไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 มาตรการสำคัญที่เป็นข้อเสนอของสภาฯ ถูกนำไปพิจารณาในการลดค่าไฟฟ้า คือ ข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ