Ribbon

การเยียวยาความเสียหายจากภัยทุจริตทางการเงิน 

สถานการณ์

จากข้อร้องเรียนของผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโลยีหรือภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมทางการเงิน และถูกสถาบันการเงินปฏิเสธการเยียวความเสียหาย ทำให้สภาผู้บริโภคต้องดำเนินการช่วยเหลือผู้เสียหายด้วยการฟ้องคดีให้กับผู้บริโภค รวมจำนวนทั้งสิ้น 14 คดี มูลค่าความเสียหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,519,834.17 บาท

เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ10 ฝากทรัพย์ หมวด 2 วิธีเฉพาะการฝากเงินมาตรา 672  ที่บัญญัติว่า  

“ถ้าฝากเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวน อนึ่ง ผู้รับฝากจะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้ แต่หากต้องคืนเงินครบจำนวนเท่านั้น แม้เงินซึ่งฝากนั้นจะสูญหายไปด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม ผู้รับฝากก็จำต้องคืนเงินเป็นจำนวนดั่งว่านั้น”   

จึงสามารถสรุปได้ว่าธนาคารถือเป็นผู้ให้บริการทางด้านการเงิน  มีหน้าที่ในการรับฝากเงิน  ดูแลเงินของผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ใช้บริการรับฝากเงินของธนาคาร  โดยเงินที่ฝากนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร และธนาคารสามารถบริหารจัดการเงินและนำไปลงทุนหรือบริหารเพื่อก่อให้เกิดรายได้จากเงินฝากของผู้บริโภคได้    หากกรณีเงินของผู้บริโภคหายออกไปจากบัญชี   ธนาคารจึงถือเป็นผู้เสียหาย  และธนาคารต้องรับผิดชอบในการคืนเงินตามสัญญาฝากเงินให้แก่ผู้บริโภคตามจำนวนเงินที่ได้หายออกไปจากบัญชี 

อีกทั้ง พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 3 กำหนดนิยามให้ “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” หมายความว่า “การกระทำหรือพยายามกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือโดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย หรือกระทำความผิดฐานฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ”  

ดังนั้น การที่เงินในบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝากเงินเกิดสูญหายไปจากการกระทำ“อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ตามนิยามของมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดฯ จึงถือเป็นความเสียหายของธนาคารหรือสถาบันการเงินโดยตรง และจะต้องคืนเงินให้กับผู้บริโภคที่ฝากเงินและถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพให้ครบจำนวนดังเดิม  


การดำเนินงาน

  1. TCC.นย. 713/2567 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2567 เรื่องข้อเสนอมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง การเยียวยาความเสียหายจากภัยทุจริตทางการเงิน เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  2. ติดตามข้อเสนอ หนังสือที่ TCC.นย.918/2567 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 เรื่อง ข้อเสนอมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง การเยียวยาความเสียหายจากภัยทุจริตทางการเงิน ต่อ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค

  1. ดำเนินการให้สายด่วน 1441 มีฐานะหรือมีเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญาประจำอยู่ในศูนย์ด้วย เพื่อให้สามารถจัดการรับร้องทุกข์และดำเนินคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้แบบเบ็ดเสร็จด้วยระบบออนไลน์  ไม่สร้างภาระแก่ผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจนเกินสมควรในการต้องไปดำเนินการแสดงตัวหรือส่งหลักฐานเพิ่มเติมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจอีก  2. เมื่อสายด่วน 1441 ได้รับแจ้งเหตุจากผู้บริโภคที่ประสบเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมทางการเงินแล้ว ขอให้สายด่วน 1441 ดำเนินการแจ้งให้ผู้ให้บริการทางการเงินระงับธุรกรรมทางการเงินนั้นโดยทันที โดยไม่ต้องให้ผู้แจ้งเหตุต้องไปแจ้งระงับธุรกรรมทางการเงินกับผู้ให้บริการทางการเงินอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ถือว่าการดำเนินการของสายด่วน 1441 เป็นการดำเนินการตามมาตรา 6 และ 7 ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566
  2. ให้สถาบันการเงินผู้รับฝากเงินดำเนินการคืนเงินฝากในบัญชีให้แก่ผู้ฝากเงินนั้นโดยทันที เมื่อได้รับแจ้งจากสายด่วน 1441 หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญา หรือหรือเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ตรวจสอบแล้วว่าเงินที่หายจากบัญชีนั้นมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเกิดจากภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคตามสัญญาฝากเงิน กล่าวคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 กำหนดสิทธิและหน้าที่ของธนาคารในฐานะผู้รับฝากเงินว่า เงินที่ผู้บริโภคนำไปฝากถือเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2494,752-753/2523,5939/2545) และหากกรณีมีเงินหายออกไปจากบัญชี ธนาคารถือเป็นผู้เสียหายมิใช่ผู้บริโภคที่ฝากเงินในบัญชี  ธนาคารจึงต้องรับผิดชอบในการคืนเงินตามสัญญาฝากเงินให้แก่ผู้บริโภคตามจำนวนเงินที่หายออกไปจากบัญชี
  3. ให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ผู้ให้บริการทางการเงินมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ในกรณีที่ธนาคารจ่ายคืนเงินฝากให้แก่ผู้ฝากเงินล่าช้า จะต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงินที่คืนล่าช้านับแต่วันที่ไม่สามารถถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกมาได้ให้แก่ผู้ฝากเงิน เนื่องจากทำให้ผู้ฝากเงินเสียโอกาสในการใช้เงินของตนเองหรืออาจจะต้องไปเสียดอกเบี้ยเงินยืมจากเจ้าหนี้รายอื่นเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต
  4. ขอให้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแนวปฏิบัติให้สถาบันการเงินระงับการโอนเงินโดยทันทีเมื่อพบว่าบัญชีปลายทางเป็นบัญชีมิจฉาชีพ (บัญชีม้า) เนื่องจากสถาบันการเงินมีข้อมูลบัญชีปลายทางที่บัญชีมิจฉาชีพ (บัญชีม้า) เพื่อสกัดการโอนเงินและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
  5. กรณีบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายจากการประทุษร้ายของมิจฉาชีพ และผู้บริโภคปฏิเสธการจ่าย แม้จะยังหาข้อยุติยังไม่ได้ ผู้ให้บริการทางการเงินจะต้องไม่รายงานการผิดนัดไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร
  6. ขอให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อปิดซิมโทรศัพท์ของมิจฉาชีพ (ซิมม้า)
  7. ขอให้ดำเนินการให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลงโทษผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ (Operator) กรณีผู้ใช้บริการได้รับข้อความ (SMS) โดยไม่มีแหล่งที่มา

ความคืบหน้า

    รอติดตามความคืบหน้า