ข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้สูงอายุในฐานะผู้บริโภคในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์

สถานการณ์และปัญหา
อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไปได้ติดตามสถานการณ์ปัญหาการหลอกลวงซื้อขายออนไลน์อย่างต่อเนื่อง พบว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเปราะบางที่เผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และการถูกละเมิดสิทธิหลายรูปแบบ มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกหลอกลวงและเอารัดเอาเปรียบ เนื่องจากข้อจำกัดด้านความรู้เท่าทันเทคโนโลยี และข้อจำกัดทางกายภาพ จากสถิติร้องเรียนปัญหาจากซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ของสภาผู้บริโภคระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 30 กันยายน 2568 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,690 เรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 11.63 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการซื้อของไม่ได้ของ การฉ้อโกงหลอกลวง โดยเฉพาะเพจปลอมหลอกซื้อขายสินค้า และการจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน
และเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรมและเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป สภาผู้บริโภคจึงได้จัดทำโครงการศึกษานโยบายและมาตรการการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิในการซื้อหรือใช้สินค้าและบริการทางออนไลน์ของผู้สูงอายุ และจัดทำข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้สูงอายุในฐานะผู้บริโภคในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเสนอต่อกรมกิจการผู้สูงอายุ ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการส่งเสริมและคุ้มครองผู้สูงอายุ โดยมีประเด็นสำคัญครอบคลุมการปรับปรุงพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546
การดำเนินงาน
23 มกราคม 2569 ส่งข้อเสนอ ต่ออธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ
ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค
การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการ
๑. พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะใน มาตรา ๑๑ ซึ่งบัญญัติเรื่องสิทธิผู้สูงอายุในการได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่างๆ หรือออกกฎกระทรวงขยายความการคุ้มครองภัยออนไลน์ เพื่อรับรองสิทธิผู้สูงอายุในการเข้าถึงสินค้าและบริการในระบบดิจิทัลอย่างปลอดภัย และปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติให้มีผู้แทนจากสภาผู้บริโภคร่วมเป็นกรรมการ
๒. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคธุรกิจ เช่น กรมการค้าภายใน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำกับดูแลราคาสินค้าและอุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุให้มีความเป็นธรรม รวมถึงผลักดันมาตรการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุ เช่น การผลักดันสิทธิสนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ให้ครอบคลุมผู้สูงวัยทุกกลุ่ม ที่ไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง และเสนอให้รัฐมีโครงการจัดทำแพลตฟอร์มตลาดผู้สูงอายุ เพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าสำหรับผู้สูงอายุที่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะ โดยเปิดให้หน่วยงานอื่นหรือเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา
การสนับสนุนและการสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้สูงอายุ และเสนอพิจารณาบรรจุในแผนพัฒนาผู้สูงอายุ
๓. ขอให้พิจารณาส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบ โดยการให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้สูงอายุเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี ผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยควรออกแบบการเรียนรู้ตามความถนัดเป็นแบบขั้นบันได เริ่มต้นตั้งแต่พื้นฐานการใช้งานสมาร์ทโฟน การรู้เท่าทันสื่อ การทำธุรกรรมที่ปลอดภัย และการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้าออนไลน์ เพื่อเป็นการปกป้องผู้สูงอายุจากการถูกดูดเงิน หรือถูกหลอกให้โอนเงินโดยง่าย จากการที่มิจฉาชีพใช้วิธีการที่หลากหลายในการเข้าถึงและโน้มน้าวผู้สูงอายุ และออกแบบสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับข้อจำกัดทางกายภาพของผู้สูงอายุ เช่น การใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ ภาพไอคอนสีตัดกันชัดเจน และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เป็นต้น
๔. การปรับแนวคิดด้านการคุ้มครองผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับบริบทของปัญหา เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในยุคดิจิทัล โดยบูรณาการข้อมูลและทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบเพื่อนสอนเพื่อน ตัวอย่างเช่น การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครผู้สูงอายุที่ช่วยสอนทักษะดิจิทัลให้ผู้สูงอายุคนอื่น อ้างอิงจากโครงการ Digital for Life โดย Silver Infocomm Wellness Ambassador (SIWA) ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโครงการที่ยกย่องผู้สูงอายุตั้งแต่ ๕๐ ปีขึ้นไป ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และมีจิตอาสา ช่วยสอนทักษะดิจิทัลให้เพื่อนวัยเดียวกัน รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์ตรง สร้างแรงบันดาลใจ หรือพิจารณาขยายบริการให้อาสาสมัครเข้ามาให้บริการสายด่วน ๑๓๐๐ ให้เป็นบริการแบบศูนย์รวม (One Stop Service) และมีการประเมินผล เพื่อให้เกิดการปรับปรุงกลไกการคุ้มครองผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น จำนวนผู้สูงอายุที่ได้รับความช่วยเหลือและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ เป็นต้น
๕. ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชนผ่านยุทธศาสตร์ความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงรุก มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) จากกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์หรือการบริจาคเป็นครั้งคราว สู่โครงการที่ตอบโจทย์ปัญหาที่แท้จริงของผู้สูงอายุ เช่น การสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำความเชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนาระบบบริการสุขภาพพื้นฐานผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล การส่งเสริมอาชีพเสริมที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล (Silver Economy) เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้สูงอายุ หรือการสร้างนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุ การประสานงานหน่วยงานและบูรณาการฐานข้อมูล
๖. ขยายขอบเขตและยกระดับกลไกการช่วยเหลือผู้สูงอายุผ่านศูนย์ช่วยเหลือสังคมและสายด่วน ๑๓๐๐ ให้เป็นศูนย์กลางในการดูแล คุ้มครอง และให้คำปรึกษาแก่ผู้สูงอายุบนแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยเฉพาะ เพิ่มช่องทางที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้ เช่น วิดีโอคอล ไลน์ทางการ (Line Official Account) และแอปพลิเคชัน ที่รองรับการรับ-ส่งพิกัดและหลักฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจและลดช่องว่างในการสื่อสาร และพิจารณาจัดตั้งโครงการที่ปรึกษาดิจิทัลผู้สูงวัยและเจ้าหน้าที่ เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง ให้คำปรึกษา ตรวจสอบความผิดปกติของธุรกรรมและแจ้งเตือนภัยไซเบอร์ล่วงหน้าได้ รวมถึงพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านการคุ้มครองผู้สูงอายุบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม และหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ เพื่อการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายอย่างทันท่วงที
๗. พัฒนาเครื่องมือในการรองรับการดำเนินงานของศูนย์ช่วยเหลือสังคมและสายด่วน เพื่อรับแจ้งเหตุความเดือดร้อนในระดับชุมชน และนำข้อมูลมาออกแบบนโยบายป้องกันภัยออนไลน์ที่ตรงจุด เช่น เครื่องมือในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เช่น กระทรวงดีอี ทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) เป็นต้น
๘. ประสานความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อพัฒนาระบบคัดกรองหรือฐานข้อมูลร้านค้าออนไลน์ที่ได้รับเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ (DBD Registered/Verified) โดยจัดทำเป็นเมนูหรือหน้าต่างบริการที่ใช้งานง่ายสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อลดความเสี่ยงในการเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ไม่มีการยืนยันตัวตนหรือร้านค้าที่ไม่มีตัวตน ไม่สามารถติดต่อ เพื่อติดตามการชดเชยเยียวยาได้ รวมถึงประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการเฝ้าระวังการกระทำผิดในระบบดิจิทัลที่มุ่งเป้าไปยังผู้สูงอายุ โดยเน้นการจัดการกับพฤติกรรมการโฆษณาเกินจริง และการจัดส่งสินค้าไม่ตรงปก ซึ่งเป็นปัญหาหลักในการซื้อสินค้าออนไลน์ ตามข้อมูลสถิติร้องเรียน
ความคืบหน้า
หน่วยงานได้รับหนังสือแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบกลับ



