Ribbon

ร้านค้าขู่ฟ้อง ถ้าไม่ให้ 5 ดาว ผิดกฎหมาย!

ร้านค้าขู่ฟ้อง ถ้าไม่ให้ 5 ดาว ผิดกฎหมาย!

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์เมื่อผู้บริโภคคนหนึ่งเปิดพัสดุมาแล้วต้องช็อก เพราะแทนที่จะเจอคำขอบคุณ กลับเจอ “ใบปลิวขู่ฟ้อง” จากร้านค้า ระบุแกมบังคับว่า หากให้คะแนน 1-3 ดาว จะถูกดำเนินคดีทางกฎหมายข้อหาทำให้ร้านค้าเสียชื่อเสียง และบีบบังคับให้รีวิว 5 ดาวเท่านั้น จนเกิดข้อกังวลว่าการรีวิวตามความเป็นจริงอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้อง

รีวิวตามจริง คือ สิทธิโดยสุจริต

ดร.กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อธิบายว่า การรีวิวสินค้าหรือบริการจากประสบการณ์จริง เป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคในการแสดงความคิดเห็น เพื่อสะท้อนคุณภาพสินค้าและบริการให้ผู้บริโภครายอื่นใช้ประกอบการตัดสินใจ

“หากผู้บริโภคใช้สินค้าหรือบริการจริง และรีวิวตามข้อเท็จจริงที่พบ ไม่ว่าจะเป็นการให้ 1 ดาว 2 ดาว หรือ 5 ดาว ก็สามารถทำได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมาย”

ดร.กฤษฎา อธิบายเพิ่มว่า การรีวิวควรเป็นการบอกเล่าประสบการณ์จริง พร้อมอธิบายข้อเท็จจริงประกอบ เช่น สินค้าไม่ตรงปก คุณภาพไม่เป็นไปตามที่โฆษณา หรือการบริการล่าช้า ไม่ควรใช้ถ้อยคำด่าทอหรือกล่าวหาผู้ประกอบการโดยไม่มีหลักฐาน 

ร้านค้าขู่ฟ้อง “ห้ามรีวิวเชิงลบ” ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ดร.กฤษฎา ยังอธิบายว่า การส่งข้อความหรือใบปลิวข่มขู่ผู้บริโภคว่า หากรีวิวสินค้าเพียง 1-3 ดาว จะถูกดำเนินคดี เพื่อกดดันให้ต้องรีวิวในเชิงบวก อาจเข้าข่ายการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ

ประเด็นแรก คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 ซึ่งเป็นความผิดต่อเสรีภาพ กรณีข่มขู่ผู้อื่นให้กระทำ ไม่กระทำ หรือต้องยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้เกิดความกลัวว่าจะได้รับอันตราย ดังนั้น การข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องเพื่อบังคับให้ผู้บริโภคให้คะแนน 5 ดาว ทั้งที่ไม่ตรงกับประสบการณ์จริง อาจเข้าลักษณะของการข่มขู่ให้ผู้บริโภคจำต้องกระทำในสิ่งที่ไม่สมัครใจ

ประเด็นต่อมา คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากการบังคับหรือข่มขู่ให้ผู้บริโภครีวิวสินค้าในทางที่ดีกว่าความเป็นจริง อาจทำให้เกิด “รีวิวปลอม” หรือข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงบนระบบคอมพิวเตอร์ และหากพิสูจน์ได้ว่าผู้ประกอบการเป็นผู้บังคับให้เกิดการรีวิวดังกล่าว ก็อาจต้องรับผิดในฐานะผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำ

อีกทั้ง การกระทำดังกล่าวยัง อาจกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 4 (1) ซึ่งรับรองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลข่าวสารและคำพรรณนาคุณภาพสินค้าและบริการที่ถูกต้องและเพียงพอ เพราะเมื่อมีการบังคับให้เกิดรีวิวที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผู้บริโภครายอื่นย่อมได้รับข้อมูลที่บิดเบือน และอาจตัดสินใจซื้อสินค้าบนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ดร.กฤษฎา ยังระบุด้วยว่า ในมิติทางกฎหมายและสิทธิเสรีภาพ การข่มขู่จะฟ้องผู้บริโภคเพียงเพราะรีวิวจากประสบการณ์จริง อาจเข้าข่ายลักษณะของการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัวและยับยั้งไม่ให้ผู้บริโภคใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นต่อสินค้าและบริการตามความเป็นจริงได้

รีวิวอย่างไร ไม่โดนฟ้อง

ทั้งนี้ ดร.กฤษฎา แนะนำว่า หากผู้บริโภคจะรีวิว ควรยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ใช้สินค้าหรือบริการจริง รีวิวตามข้อเท็จจริง และระบุเหตุผลหรือรายละเอียด เพื่อให้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต และหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์สินค้าหรือบริการที่ตนเองไม่เคยใช้จริง

“ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลกับคำขู่ หากเป็นการรีวิวจากประสบการณ์จริงและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพราะการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย” ดร.กฤษฎา กล่าวและว่า รีวิวที่ตรงไปตรงมาไม่เพียงช่วยคุ้มครองสิทธิของตนเอง แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภครายอื่น และช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิ เช่น ถูกข่มขู่ว่าจะฟ้องหากรีวิวตามความเป็นจริง หรือถูกบังคับให้รีวิวในเชิงบวกก่อนจึงจะยอมเปลี่ยนหรือคืนสินค้า ควรเก็บหลักฐานไว้ให้ครบ ทั้งใบปลิว ข้อความแชต ภาพหน้าจอ หรือหลักฐานการสั่งซื้อ เพื่อใช้ประกอบการร้องเรียน

สามารถร้องเรียนได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โทรสายด่วน 1166 หรือ สภาผู้บริโภค ได้ที่เว็บไซต์ https://www.tcc.or.th/

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง