Ribbon

สิทธิทางการศึกษา

สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก กับการเข้าถึงเอกสารการศึกษา

ในสังคมปัจจุบัน ปัญหาที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง คือกรณีที่นักเรียนไม่ได้รับเอกสารสำคัญทางการศึกษา ได้แก่ ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) หรือใบประกาศนียบัตร เนื่องจากผู้ปกครองค้างชำระเงินบำรุงการศึกษาหรือค่าใช้จ่ายอื่นของสถานศึกษา แต่ในความเป็นจริงปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่ปรากฏตามหน้าสื่อ แต่ยังมีเด็กและเยาวชนอีกจำนวนมากในหลายพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการศึกษาต่อ การสมัครงาน และอนาคตของเด็กโดยตรง

“เรียนจบ ต้องได้ใบจบ” คือสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้เรียน โดยหัวใจสำคัญของการเรียนฟรีไม่ใช่เพียงการได้เข้าเรียน แต่ต้องหมายถึงการที่เด็กสามารถสำเร็จการศึกษาและได้รับเอกสารทางการศึกษาอย่างครบถ้วน โดยที่ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวไม่ควรกลายเป็นเงื่อนไขหรืออุปสรรคระหว่างทาง

รายการค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่สถานศึกษาเรียกเก็บ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการกักเอกสารสำคัญทางการศึกษา หรือก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อผู้เรียนที่ครอบครัวไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ เพราะเมื่อการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้ รัฐจึงต้องทำหน้าที่ผู้รับประกันสิทธิและต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้กลไกหรือช่องทางต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือเรียกเก็บเงินจนกระทบต่อสิทธิของเด็กและเยาวชน

แม้หลายคนมองว่าการกักเอกสารเป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายในโรงเรียนหรือการดำเนินการตามระเบียบเพื่อให้สถานศึกษาสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่การรับเอกสารสำคัญ เช่น ใบ ปพ.1 เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก ซึ่งไม่ควรถูกนำมาต่อรองหรือผูกไว้กับเงื่อนไขทางการเงินใด ๆ หลักการสำคัญที่ต้องไม่ละเลย คือ ที่เป็นภาระผูกพันระหว่างผู้ปกครองกับสถานศึกษา

ล่าสุด นับเป็นก้าวสำคัญของการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา เมื่อกระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. ได้ออกหนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ 04006/ว8673 เรื่อง ซักซ้อมแนวทางการออกระเบียนแสดงผลการเรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปพ.1) ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 กำหนดให้สถานศึกษาต้องออกระเบียนแสดงผลการเรียน (ปพ.1) และมอบให้ผู้เรียนทุกคนที่จบการศึกษาในแต่ละระดับหรือเมื่อออกจากสถานศึกษาพร้อมระบุชัดเจนว่า กรณีมีการค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ให้สถานศึกษาดำเนินการบริหารจัดการการจัดเก็บเงินตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนและบริบทของสถานศึกษาเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า “สิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน”

เข้าใจหลักการเรียนฟรีที่กฎหมายรับรอง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้ให้ความสำคัญต่อสิทธิทางการศึกษา โดยกำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและไม่เก็บค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ยังเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนให้ปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชน

นอกจากนั้นอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ได้กำหนดให้การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน
โดยมาตรา 28 และ 29 รับรองสิทธิในการได้รับการศึกษาภาคบังคับอย่างเท่าเทียม ปราศจากการเลือกปฏิบัติ และมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างเต็มที่ รวมทั้งปลูกฝังความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน การเตรียมความพร้อมในการดำรงชีวิตในสังคม และรับรองสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนั้น การศึกษาขั้นพื้นฐานจึงถือเป็นสิทธิที่รัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้แก่ประชาชนอย่างเสมอภาค ทั่วถึง และมีคุณภาพ

สำหรับการเก็บเงินบำรุงการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดแนวทางไว้ตามประกาศ พ.ศ. 2554 โดยระบุชัดเจนว่า การเรียกเก็บเงินนั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ‘ความสมัครใจ’ ของผู้ปกครองและนักเรียนเท่านั้น ไม่สามารถบังคับได้ นอกจากนี้ไม่ว่าจะมีการจ่ายเงินสนับสนุนเพิ่มเติมหรือไม่ก็ตาม นักเรียนทุกคนยังคงได้รับสิทธิในการเรียน การสอบ และการได้รับเอกสารทางการศึกษาครบถ้วนตามมาตรฐานที่รัฐกำหนดเสมอ โดยไม่สามารถนำเรื่องค่าใช้จ่ายมาเป็นเงื่อนไขในการรอนสิทธิ์ของผู้เรียนได้

เหตุใดใบจบการศึกษา จึงเป็นสิทธิที่ไม่ควรถูกละเมิด

การศึกษาถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถก้าวไปสู่โอกาสในอนาคตได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม ในระบบการศึกษาปัจจุบัน ยังคงมีประเด็นเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่าง “สถานะความสำเร็จทางการเรียน” กับ “ภาระผูกพันทางการเงิน” ซึ่งส่งผลกระทบต่อโอกาสในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพของเยาวชนจำนวนมาก วุฒิการศึกษา หรือใบแสดงผลการเรียน เป็นเอกสารรับรองความสำเร็จทางการศึกษา ซึ่งผู้เรียนควรได้รับทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา โดยไม่ควรถูกผูกไว้กับเงื่อนไขด้านการชำระเงินของครอบครัว การกักเอกสารทางการศึกษาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามหนี้ ส่งผลกระทบต่อโอกาสในอนาคตของผู้เรียน ทั้งในด้านการศึกษาต่อและการสมัครงาน ทำให้เด็กและเยาวชนสูญเสียโอกาสสำคัญในชีวิต เพียงเพราะขาดเอกสารยืนยันวุฒิการศึกษา นอกจากนี้ การติดตามทวงถามในลักษณะที่เปิดเผยต่อสาธารณะ หรือการออกประกาศเรียกผู้ปกครองมาตักเตือน อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึก คุณค่าในตนเอง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กและเยาวชนได้

มุ่งเน้นการแก้ไขเชิงโครงสร้าง เพื่อการทำงานที่คล่องตัวของสถานศึกษาและสิทธิของนักเรียน

สภาองค์กรของผู้บริโภคตระหนักดีว่าสถานศึกษามีภารกิจในการบริหารจัดการและจำเป็นต้องมีทรัพยากรที่เพียงพอเพื่อให้การจัดการศึกษามีคุณภาพ ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมคือการที่ภาครัฐควรปรับปรุงกลไกการจัดสรรทรัพยากรให้สถานศึกษาสามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบำรุงการศึกษาจากผู้ปกครองมากจนเกินไป ดังนี้

  1. จัดสรรงบประมาณตามเกณฑ์ความจำเป็น ขอให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงกลไกการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม สำหรับสถานศึกษาที่มีสัดส่วนผู้เรียนในกลุ่มยากจนหรือเปราะบางสูง เพื่อลดการพึ่งพาเงินบำรุงการศึกษาจากผู้ปกครอง
  2. สร้างกองทุนระดับจังหวัด พัฒนากลไกการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ และจัดตั้ง กองทุนระดับจังหวัด เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในการรักษามาตรฐานคุณภาพการศึกษา และสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กเป็นกรณีพิเศษ
  3. เพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายหัว ปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายหัวสำหรับสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลหรือทุรกันดารให้สอดคล้องกับต้นทุนการจัดการศึกษาที่แท้จริง เพื่อยกระดับศักยภาพให้ทัดเทียมกับสถานศึกษาขนาดใหญ่
  4. กำหนดเพดานอัตราขั้นสูง ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ต้องเป็นไปตามหลักการเรียกเก็บตามความจำเป็นจริง และมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้เรียนโดยตรงเท่านั้น พร้อมกำหนดเพดานอัตราขั้นสูงในประกาศให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการกำหนดอัตราโดยพลการและลดความเหลื่อมล้ำ
  5. ปรับโครงสร้างงบประมาณให้ยืดหยุ่น ควรพิจารณาปรับโครงสร้างการใช้จ่ายให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เช่น การรวมหมวดงบประมาณที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน (เช่น งบนมและอาหารกลางวัน) หรือการเปิดให้สถานศึกษาสามารถยืดหยุ่นการใช้เงินโครงการเรียนฟรี 15 ปีข้ามรายการได้ภายใต้กรอบวัตถุประสงค์เดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาความจำเป็นเฉพาะจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงมีระบบกำกับติดตามที่เหมาะสม

บทสรุป

การระงับการออกเอกสารทางการศึกษา เช่น ปพ.1 เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการให้ผู้ปกครองชำระค่าบำรุงการศึกษา เป็นการกระทบต่อสิทธิของนักเรียนและส่งผลต่อโอกาสในอนาคต ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดแนวทางชัดเจนให้สถานศึกษาต้องออกเอกสารสำคัญให้แก่นักเรียนทุกคนที่สำเร็จการศึกษาหรือพ้นสภาพการเป็นนักเรียน โดยไม่สามารถนำเรื่องค่าใช้จ่ายหรือหนี้สินมาเป็นเงื่อนไขได้

สภาองค์กรของผู้บริโภคเห็นว่าประเด็นดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เช่น การเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัว การจัดสรรงบตามความจำเป็นของสถานศึกษา และการพัฒนากลไกสนับสนุนในระดับพื้นที่ เพื่อลดการพึ่งพาเงินบำรุงการศึกษา และสร้างความเป็นธรรมในระบบการศึกษา ซึ่งสภาองค์กรของผู้บริโภคจะประสานงานขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป หากนักเรียนหรือผู้ปกครองพบปัญหาการระงับการออกเอกสารทางการศึกษา (สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.) สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ของสภาองค์กรของผู้บริโภคที่ https://complaint.tcc.or.th/complaint เพื่อให้สภาผู้บริโภค ประสานงานและคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาต่อไป