
โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง มาตรการการกำกับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่กระทบต่อสิทธิผู้บริโภค: กรณีศึกษาเฟซบุ๊ก ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและสำรวจสถานการณ์ ลักษณะ หรือรูปแบบของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้บัญชีเฟซบุ๊กของผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กในประเทศไทย 2) เพื่อศึกษา เปรียบเทียบ และวิเคราะห์ผลของคำพิพากษา กฎหมาย ตลอดจนมาตรการในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่กระทบต่อสิทธิผู้บริโภคทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ และ 3) เพื่อจัดทำข้อเสนอการปรับปรุงข้อกฎหมายหรือมาตรการในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่กระทบต่อสิทธิผู้บริโภคในประเทศไทย โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 ถึงเมษายน พ.ศ. 2568 รวมระยะเวลาในการดำเนินโครงการทั้งสิ้น 9 เดือน โดยการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้วิจัยเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ประกอบด้วยการศึกษาเอกสารกฎหมายและคำพิพากษาในประเทศและต่างประเทศ การสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคจำนวน 288 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 16 คน
ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาที่พบมากที่สุดจากการซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านทางเฟซบุ๊ก 3 ลำดับแรก ได้แก่ สินค้ามีความชำรุดบกพร่อง มีความไม่ปลอดภัย หรือมีคุณภาพต่ำ ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ถูกต้อง และการถูกหลอกลวงหรือฉ้อโกงให้ซื้อสินค้าหรือบริการ (ร้อยละ 29.2) นอกจากนี้ยังพบว่า เฟซบุ๊ก เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ผู้ใช้งานในประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพหรือผู้ประกอบการที่ไม่สุจริต โดยไม่จำต้องคำนึงว่าผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กจะมีเพศใด ระดับการศึกษาระดับใด มีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด หรือมีระดับรายได้เท่าใด ต่างก็มีความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้เท่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่เกษียณอายุราชการ รวมถึงผู้ที่มีความถี่ในการใช้แพลตฟอร์มเฟซบุ๊กประมาณ 4-6 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น โดยส่วนใหญ่จะตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกลวงหรือฉ้อโกงจาก “เพจ” หรือ “เฟซบุ๊กแฟนเพจ” (page / facebook fanpage) ปลอม โดยมูลค่าความเสียหายที่พบจากการศึกษาในครั้งนี้ส่วนใหญ่จะมีจำนวนต่ำกว่า 500 บาท โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่เคยแจ้งเรื่องหรือร้องเรียนกับทางเฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์การถูกหลอกลวงหรือฉ้อโกง เนื่องจากเห็นว่ามูลค่าความเสียหายที่ได้รับนั้นไม่สูงมาก อย่างไรก็ตามผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่าเฟซบุ๊กควรถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในประเทศไทยอันเนื่องมาจากการปล่อยปละละเลยให้มิจฉาชีพหรือผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่สุจริตใช้เป็นพื้นที่ในการหลอกลวง หรือแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คณะผู้วิจัย :
รองศาสตราจารย์ ดร.เกวลิน ต่อปัญญาชาญ
อาจารย์ ดร.กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์



