Ribbon

สภาผู้บริโภค ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง 6 ข้อ เร่งปราบภัยไซเบอร์

จากวิกฤตอาชญากรรมไซเบอร์ลุกลาม สร้างความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคในประเทศไทยจำนวนสูงถึง 2.6 หมื่นล้าน แต่ภาครัฐสามารถทวงเงินกลับมาคืนเหยื่อได้แค่ 1% เท่านั้น แสดงถึงกลไกเยียวยายังไร้ประสิทธิภาพ โดยสภาผู้บริโภคที่มีภารกิจในการแจ้งเตือนภัยและให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค จึงได้นำเสนอ 6 ข้อเรียกร้องเชิงนโยบายให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้จากการติดตามปัญหาภัยจากไซเบอร์ สภาผู้บริโภคพบว่า สถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เพิ่มความรุนแรงและความซับซ้อนมากขึ้นต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเป็นภัยต่อข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สินของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2568 สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐต้องยกระดับมาตรการป้องกัน ควบคุม และเยียวยาอย่างเป็นระบบและมีเอกภาพ

ภาพรวมในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐได้ประกาศใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2568 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดการบัญชีม้า การระงับธุรกรรมที่ผิดปกติ และการควบคุมช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ แต่ข้อเท็จจริงที่ประชาชนเผชิญอยู่แสดงให้เห็นว่า กลไกเยียวยายังไม่ปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกันมีการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) และดำเนินโครงการคืนเงิน (Money Cash Back) แต่ข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 18 พฤศจิกายน 2568 มีการแจ้งความคดีออนไลน์จำนวน 293,080 เรื่อง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 26,842 ล้านบาท แต่สามารถอายัดเงินคืนได้เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า การเยียวยายังคงเป็นไปอย่างจำกัดและล่าช้า กลไกการปกป้องผู้บริโภคในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ การปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ยังคงกระจัดกระจายและไม่ตอบโจทย์ความเสียหายที่ประชาชนกำลังเผชิญ

การประกาศจุดยืนและข้อเรียกร้องของสภาองค์กรของผู้บริโภค

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภค พร้อมด้วยสมาชิกองค์กรผู้บริโภค 360 องค์กร จาก 59 จังหวัดทั่วประเทศ ในฐานะองค์กรตามกฎหมายด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ได้ประกาศจุดยืนและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งมาตรการ ต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ

สำหรับแถลงการณ์โดยสมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 6 ประการ ประกอบด้วย

1. ตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์

ขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเบื้องต้น โดยกองทุนมีลักษณะคล้ายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น แพลตฟอร์ม ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ร่วมจ่ายเงินสมทบ เพื่อให้สามารถจ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อได้รวดเร็ว ลดความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที

2. เร่งรัดให้แพลตฟอร์มต่างประเทศแต่งตั้งตัวแทนตาม PDPA

ขอให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเร่งรัดให้ผู้ประกอบการจากต่างประเทศ เช่น ที่ เฟซบุ๊ก (Facebook) ดำเนินการแต่งตั้งตัวแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และหากมีการละเมิดให้ดำเนินการเทียบปรับให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

3. บังคับใช้มาตรการลงทะเบียนแพลตฟอร์มโฆษณาและร้านค้าออนไลน์

ขอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บังคับให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ต้องลงทะเบียนโฆษณาก่อนเผยแพร่โฆษณาทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และต้องรับลงทะเบียนผู้จำหน่ายสินค้าในสื่อสังคมออนไลน์ของตนเอง รวมถึงมีระบบตัวกลางการชำระเงิน

4. เร่งประกาศเกณฑ์การบริหารจัดการภัยทุจริตดิจิทัล

ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเร่งรัดการออกประกาศตามหลักเกณฑ์การบริหารจัดการภัย
ทุจริตดิจิทัล (Digital Fraud Management) มีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน

5. สนับสนุนงบประมาณเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันดิจิทัลแก่ประชาชน

ขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้สภาองค์กรของผู้บริโภคในการดำเนินงานสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่ผู้บริโภค เพื่อลดการถูกหลอกลวงของผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง 

6. จัดทำระบบ “เบอร์–บัญชีม้า” ให้ประชาชนตรวจสอบฟรี

ขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จัดทำระบบเบอร์บัญชีม้า/เบอร์ต้องสงสัยหรือมิจฉาชีพ และเปิดให้ประชาชนใช้ได้ฟรี รวมถึงยกเลิกประกาศสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ออกฉบับใหม่ภายใน 30 วัน

ความจำเป็นเร่งด่วนในการลงมือแก้ปัญหา

สภาผู้บริโภคย้ำว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในวันนี้ต้องเริ่มจากการ “สกัดต้นทางไม่ให้มิจฉาชีพเข้าถึงเหยื่อ” พร้อมด้วยการสร้างกลไกเยียวยาที่รวดเร็ว เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน

ทั้งนี้ จากผลกระทบที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเสียหายกว่าหลายหมื่นล้านบาทที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในปีเดียวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ประชาชนยังคงขาดหลักประกันที่เพียงพอ ขณะที่อาชญากรออนไลน์ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบอย่างต่อเนื่อง สภาผู้บริโภคขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามข้อเสนอทั้งหมด เพราะโครงสร้างป้องกันภัยออนไลน์ของประเทศในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้

สำหรับข้อเรียกร้องทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและผู้บริโภค ตามที่ได้รับรองไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งสภาผู้บริโภคในฐานะผู้แทนของผู้บริโภคตามมาตรา 14 ในพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 ทั้งหมดจะร่วมสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ภัยหลอกลวงจากออนไลน์ยังพุ่งสูง ต้องมีระบบรับรองตัวตนผู้ขาย-คืนเงินผู้เสียหายรวดเร็ว

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภคบุญยืน กล่าวว่า ปัญหาภัยออนไลน์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2567 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนกว่า 23,000 เรื่อง ซึ่งมากกว่า 6,000 เรื่อง หรือ 28% เป็นกรณีหลอกลวงออนไลน์ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,900 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของแล้วไม่ได้ของ เพจปลอม สินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือการหลอกให้โอนเงิน โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กที่พบปัญหามากที่สุด สะท้อนว่าผู้บริโภคยังไม่มีหลักประกันด้านความปลอดภัยเพียงพอในโลกดิจิทัล

บุญยืน กล่าวต่อว่า สภาผู้บริโภคจึงผลักดันนโยบายสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัยออนไลน์ ได้แก่ การรับรองตัวตนผู้ขาย ระบบคืนเงินผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บเท่าที่จำเป็น การแจ้งเตือนความเสี่ยงจากการปลอมตัว – ปลอมเสียงด้วยเทคโนโลยีเอไอ (AI) ผ่านระบบเตือนเบอร์โทรต้องสงสัย และระบบชำระเงินออนไลน์ที่ปลอดภัย เช่น มาตรการหน่วงเงินก่อนโอน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคทบทวนและให้ธนาคารตรวจสอบธุรกรรมได้ทันก่อนเกิดความเสียหาย ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นในระบบซื้อขายออนไลน์ของประเทศ