
ทั่วโลกฟ้องเฟซบุ๊ก หลังโฆษณาหลอกลวงสร้างความเสียหายกับผู้บริโภคทั่วโลกเป็นวงกว้าง ขณะที่สภาผู้บริโภคชี้แม้ไทยยังมีช่องว่างกฎหมาย แต่ปักธงเดินหน้าฟ้องเฟซบุ๊ก 8 มิ.ย. นี้
ทำไมสภาผู้บริโภคต้องฟ้องเฟซบุ๊ก ในวันที่ 8 มิ.ย. นี้?
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั่วโลกฟ้องเฟซบุ๊ก มีการดำเนินคดีต่อบริษัท เมตา (Meta) เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก (Facebook) และ อินสตาแกรม (Instagram) กำลังกลายเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นหลายประเทศทั่วโลก ท่ามกลางข้อกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ไม่ได้ดำเนินมาตรการเพียงพอในการปกป้องผู้ใช้งานจากความเสียหายที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มของตนอย่างมหาศาล เฉพาะในประเทศไทย การขาดมาตรการสกัดกั้นมิจฉาชีพของบริษัท ทำให้มีผู้เสียหายจากการโดนหลอกจากโฆษณาในเฟซบุ๊ก โดยระหว่างปี 2567 ถึง มีนาคม 2569 ที่มีผู้บริโภคเข้ามาร้องเรียนกับสภาผู้บริโภคกว่า 3,800 เรื่อง แม้กฎหมายไทยมีช่องโหว่ที่ไม่ได้มีข้อกำหนดความรับผิดของแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง แต่สภาผู้บริโภคยืนหยัดเดินหน้านำคดีเฟซบุ๊กขึ้นสู่ศาลเพื่อปกป้องผู้บริโภค เช่นเดียวกับองค์กรผู้บริโภคทั่วโลก
ศูนย์ข้อมูลคดีความ บริษัท มิลเลอร์ แอนด์ โซอิส จำกัด ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ปัจจุบันมีการฟ้องร้องบริษัทโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อผู้ใช้งานและการออกแบบระบบที่เอื้อต่อการสร้างผลกำไร แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ ทั้งในด้านสุขภาพจิต ความปลอดภัย และการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ สะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังตั้งคำถามต่อความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น
ขณะเดียวกันข้อมูลจากรายงานที่ชื่อว่า “สนับสนุนโดยสแกมเมอร์” หรือ “Sponsored by Scammers” ซึ่งจัดทำโดย เครือข่าย The European Consumer Organisation (BEUC) ระบุว่า ในยุโรปองค์กรผู้บริโภคกว่า 40 องค์กรภายใต้เครือข่าย BEUC ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมาธิการยุโรปและหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสมาชิก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อให้ดำเนินการกับ เมตา, ติ๊กต๊อก (TikTok) และกูเกิล (Google) ฐานละเมิดกฎหมายบริการดิจิทัลของสหภาพยุโรป (Digital Services Act: DSA) หลังพบว่าปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงทางการเงินจำนวนมากเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม แม้จะมีการแจ้งเตือนแล้วก็ตาม
รายงานดังกล่าวระบุว่า ในปี 2567 ความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินในยุโรปมีมูลค่าสูงถึง 4.2 พันล้านยูโร หรือเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ 22% ของผู้ใหญ่และ 18% ของเยาวชนเคยตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกงหรือปัญหาความปลอดภัยทางดิจิทัลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การสำรวจในออสเตรียพบว่า 54.7% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยพบเห็นโฆษณาที่น่าสงสัยหรือเข้าข่ายหลอกลวงบนเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ติ๊กต๊อก ขณะที่สำนักงานตำรวจสหภาพยุโรป (Europol) ระบุว่า “การหลอกลวงการลงทุน” เป็นหนึ่งในอาชญากรรมออนไลน์ที่เติบโตเร็วที่สุด โดยอาศัยการโฆษณาบนโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงเหยื่อ
รายงานของ BEUC ยังเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า เอกสารภายในของเมตาซึ่งถูกเปิดเผยผ่านการสืบสวนของสำนักข่าวรอยเตอรส์ (Reuters) ระบุว่า รายได้จากโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงและสินค้าต้องห้ามอาจมีสัดส่วนเกือบ 10% ของรายได้รวมของบริษัท หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านยูโรต่อปี โดยบริษัทรับรู้ถึงพฤติกรรมที่น่าสงสัยของผู้ลงโฆษณาจำนวนมาก แต่ยังไม่ดำเนินการอย่างเข้มงวดเพียงพอ เนื่องจากอาจกระทบต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
ผลการตรวจสอบขององค์กรผู้บริโภค 13 ประเทศในยุโรป ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 พบว่า เมตามีประสิทธิภาพในการจัดการโฆษณาหลอกลวงต่ำกว่าที่ประกาศไว้ โดยจากโฆษณาที่ถูกรายงานจำนวน 503 รายการ เมตาลบออกเพียง 146 รายการ หรือประมาณ 29% เท่านั้น ขณะที่โฆษณากว่า 300 รายการยังคงปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์ม แม้จะมีการแจ้งว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายแล้วก็ตาม
รายงานขององค์กรผู้บริโภคยุโรประบุด้วยว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงเผยแพร่ แต่ยังรวมถึงการที่แพลตฟอร์มไม่สามารถระบุและจัดการ “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่เกิดจากโมเดลธุรกิจของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงเผชิญความเสี่ยงจากโฆษณาลงทุนปลอม สินเชื่อเงินด่วนผิดกฎหมาย ร้านค้าออนไลน์ปลอม และผลิตภัณฑ์สุขภาพหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง
สภาผู้บริโภคชี้ไทยยังมีช่องว่างกฎหมาย
ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ ประธานอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยคือยังไม่มีหน่วยงานใดที่สามารถกำกับดูแลแพลตฟอร์มข้ามชาติอย่างเฟซบุ๊ก ได้โดยตรง แม้จะมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ กสทช. แต่เมื่อเกิดความเสียหายจริง ผู้บริโภคยังประสบปัญหาในการติดตามความรับผิดชอบจากแพลตฟอร์ม
“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดความรับผิดของแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง ทำให้การดำเนินการกับแพลตฟอร์มที่ปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงทำได้จำกัด แม้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565 พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาปรับใช้ได้ แต่ยังไม่สามารถเอาผิดแพลตฟอร์มโดยตรงได้” ผศ.สุทธิชัย กล่าว
ผศ.สุทธิชัย ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรผลักดันกฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างชาติที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากในประเทศไทยต้องจัดตั้งนิติบุคคลหรือมีตัวแทนทางกฎหมายในประเทศ เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายและเรียกร้องความรับผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับแนวทางที่หลายประเทศในยุโรปกำลังดำเนินการ และกำหนดหน้าที่พร้อมความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มให้ชัดเจน นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังเคยเสนอให้ภาครัฐกำหนดหน้าที่ของแพลตฟอร์มในการตรวจสอบและลบโฆษณาหลอกลวงอย่างรวดเร็ว รวมถึงจัดตั้งกลไกเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีที่แพลตฟอร์มละเลยการดำเนินการทั้งที่ได้รับแจ้งแล้ว
“หากปล่อยให้แพลตฟอร์มได้รับรายได้จากโฆษณา แต่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้บริโภคจะยังคงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง การปฏิรูปกฎหมายจึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในยุคดิจิทัล” ผศ.สุทธิชัย กล่าว
ทั้งนี้ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความ และตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายจะยื่นฟ้องร้องเฟซบุ๊ก ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ผู้บริโภคสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ tcc.or.th
อ้างอิงข้อมูล



