Ribbon

6 เดือน สภาผู้บริโภค เดินหน้าฟ้องคดี เยียวยาได้กว่า 44 ล้านบาท

Getting your Trinity Audio player ready...
6 เดือน สภาผู้บริโภค เดินหน้าฟ้องคดี เยียวยาได้กว่า 44 ล้านบาท

ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) สภาผู้บริโภคเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในทุกมิติ ทั้งการรับเรื่องร้องเรียน การช่วยเหลือด้านกฎหมาย การผลักดันนโยบายสาธารณะ การสร้างเครือข่ายผู้บริโภค และการสื่อสารความรู้สู่สังคม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม

11,162 เรื่องร้องเรียน เยียวยาแล้วกว่า 44 ล้านบาท

สำนักงานสภาผู้บริโภคและหน่วยงานประจำจังหวัดทั่วประเทศ เปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนของแรกของปีงบประมาณ 2569 ได้รับเรื่องร้องเรียนรวม 11,162 เรื่อง โดยสามารถยุติเรื่องร้องเรียนได้แล้ว 5,397 เรื่อง หรือคิดเป็น 48.4% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าช่วยเยียวยาความเสียหายให้ผู้บริโภคกว่า 44.1 ล้านบาท

ปัญหาที่ผู้บริโภคร้องเรียนมากที่สุดยังคงเป็น ด้านสินค้าและบริการทั่วไป คิดเป็นกว่าครึ่งของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นปัญหา เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุดบกพร่อง บัตรคอนเสิร์ต และปัญหาจากการซื้อสินค้าออนไลน์ กลุ่มปัญหาที่ได้รับร้องเรียนรองลงมาคือ ด้านการเงินและการธนาคาร เช่น แอปเงินกู้ทวงหนี้โหด หนี้นอกระบบดอกเบี้ยผิดกฎหมาย และภัยทุจริตทางการเงิน ส่วนอันดับสาม เป็นปัญหา ด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยปัญหาที่พบส่วนมากเป็นเรื่องสายสื่อสารไม่ปลอดภัย ข้อความ (SMS) โฆษณาเรียกเก็บเงิน และปัญหาคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์ – อินเตอร์เน็ต

สภาผู้บริโภค เดินหน้าฟ้องคดี คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค

นอกจากการรับเรื่องร้องเรียนเพื่อช่าวยเหลือผู้บริโภคแล้ว สภาผู้บริโภคยังเดินหน้าช่วยเหลือผู้บริโภคผ่านกระบวนการยุติธรรม โดยมีมติฟ้องคดีรวม 61 คดี ครอบคลุมกลุ่มปัญหาด้านการเงินและการธนาคาร ด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย และด้านบริการสุขภาพ สำหรับประเด็นการฟ้องร้องที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น

ฟ้องคดีภัยทุจริตทางการเงิน สภาผู้บริโภคได้ฟ้องคดีช่วยเหลือผู้เสียหายจากภัยทุจริตทางการเงินเพื่อให้ได้รับการชดเชย จำนวนรวมทั้งสิ้น 23 คดี คิดเป็นมูลค่าความช่วยเหลือกว่า 3.78 ล้านบาท

ยื่นเพิกถอนกระบวนการจัดทำผัฝเมืองรวม กทม. สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องร้องศาลปกครอง ขอเพิกถอนกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 เนื่องจากขั้นตอนการวางและจัดทำผังเมืองดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมาย ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

ฟ้องร้องคดีกลุ่มเนต้า สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องคดีกลุ่ม บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ในฐานะผู้นำเข้ารถยนต์ยี่ห้อเนต้า และบริษัท บางชันเยนเนอรัลเอเซมบลี จำกัด ในฐานะผู้ประกอบและจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าวในประเทศ พร้อมทั้งฟ้องกรรมการของทั้งสองบริษัทให้ร่วมรับผิดในฐานะจำเลยด้วย หลังมีผู้ร้องเรียนเกือบ 300 ราย พบปัญหาหลากหลาย อาทิ การส่งมอบทะเบียนป้ายขาวล่าช้า การขาดแคลนอะไหล่สำหรับการซ่อมบำรุง รวมถึงความไม่พร้อมของศูนย์บริการ

มุ่งเน้น 4 นโยบายพุ่งเป้า แก้ปัญหาปากท้อง – ความปลอดภัยผู้บริโภค

ในมุมของการผลักดันนโยบาย สภาผู้บริโภคได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชน โดยมี 4 นโยบายพุ่งเป้า ได้แก่

1) การผลักดันมาตรการยืนยันตัวตนคนขาย (e-KYM) โดยตั้งเป้ากวาดล้างสินค้าอันตรายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เพื่อเร่งนำสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบมาตรฐานสินค้าก่อนจำหน่าย นอกจากนี้ ในช่วงวันสิทธิผู้บริโภคสากล 2569 (World Consumer Rights Day 2026) สภาผู้บริโภคได้รณรงค์เรื่อง “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคมั่นใจ” สอดคล้องกับหัวข้อของสหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International : CI) ที่กำหนดเรื่อง Safe product, Confident consumers เพื่อเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของสินค้าเป็นรากฐานสำคัญของสิทธิผู้บริโภค และเป็นวาระสำคัญที่ทุกประเทศต้องร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง

2) การจัดระเบียบสายสื่อสารทั่วประเทศ โดยเสนอให้มีตัวแทนองค์กรผู้บริโภคเข้าร่วมติดตามการดำเนินงานในทั้ง 77 จังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาสายสื่อสารที่ไม่ปลอดภัย

3) การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะท้องถิ่น ภายใต้โครงการ “สานพลังท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกคนขึ้นได้” โดยความร่วมมือของสภาผู้บริโภค สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายความร่วมมือใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน ลำปาง ขอนแก่น สุรินทร์ ภูเก็ต สงขลา ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และกรุงเทพมหานคร

4) การผลักดันให้เกิดการปรับปรุงสัญญาห้องเช่า – หอพัก สภาผู้บริโภคเดินหน้าผลักดันการแก้ไขปัญหาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจห้องเช่าและหอพัก ซึ่งเป็นประเด็นที่มีผู้บริโภคร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และการคืนเงินประกัน จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศ “คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าที่พักอาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568” กำหนดมาตรการควบคุมการเรียกเก็บค่าน้ำ ค่าไฟ และเงื่อนไขการคืนเงินประกันสำหรับห้องเช่า บ้านเช่า และคอนโดมิเนียม เพื่อสร้างความเป็นธรรมและยกระดับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ผลักดันกฎหมาย ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค

นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังคงเดินหน้าผลักดันกฎหมายสำคัญเพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะการผลักดัน 3 ร่างกฎหมายสำคัญ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ร่างพระราชบัญญัติอาหาร และร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) ซึ่งล้วนเป็นกฎหมายที่มุ่งอุดช่องว่างการคุ้มครองผู้บริโภคให้สอดรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ช่วงปลายปี 2568 สภาผู้บริโภคได้หารือร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เรื่องการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้ร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อยกร่างกฎหมายดังกล่าว โดยมีผู้แทนจากสภาผู้บริโภคเข้าร่วมเป็นองค์ประกอบของคณะทำงาน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีการยุบสภา ทำให้กฎหมายที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรต้องหยุดชะงักหรือตกไป สภาผู้บริโภคจึงเดินหน้าผลักดัน รณรงค์และเดินสายพบพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อให้ภาคการเมืองเห็นความสำคัญของกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค

ความคืบหน้าดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศ เพราะเปิดโอกาสให้ภาคผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการยกร่างกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาสอดคล้องกับปัญหาที่ผู้บริโภคเผชิญจริง ทั้งด้านความปลอดภัยของสินค้า ความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจ และการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

แม้งานคุ้มครองผู้บริโภคจะเผชิญความท้าทาย ทั้งปริมาณเรื่องร้องเรียนที่เพิ่มขึ้น ความซับซ้อนของคดี ภัยออนไลน์ และข้อจำกัดด้านกฎหมายและงบประมาณ แต่สภาผู้บริโภคยังคงเดินหน้าปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน พัฒนาระบบฐานข้อมูล เพิ่มเครือข่ายผู้บริโภคในพื้นที่ และผลักดันความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีต่าง ๆ เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ผลงานของสภาผู้บริโภคสะท้อนให้เห็นว่า การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรับเรื่องร้องเรียน แต่ครอบคลุมตั้งแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะราย การผลักดันนโยบายสาธารณะ การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ การผลักดันกฎหมาย ตลอดจนการสร้างเครือข่ายและองค์ความรู้ เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนได้รับความเป็นธรรมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน