| Getting your Trinity Audio player ready... |

เปิดวงถกข้อเสนอแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ปัญหาโรงพยาบาลขาดงบ บุคลากรล้า คนไข้รอนาน ควรแก้ที่การบริหารและระบบบริการ มากกว่ารื้อกฎหมาย พร้อมจับตา 4 จุดเสี่ยง ที่อาจกระทบสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน
วันที่ 3 กันยายน 2569 สภาผู้บริโภคจัดเวทีเสวนา “จับสัญญาณ! แก้ กม.บัตรทอง = ล้ม 30 บาท ถอยหลังสู่ระบบอนาถา?” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ท่ามกลางความกังวลว่า การแก้กฎหมายอาจกระทบทั้งสิทธิของประชาชนและกลไกสำคัญของระบบบัตรทอง โดยตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเห็นตรงกันว่า ปัญหาโรงพยาบาลขาดงบ บุคลากรมีภาระงานสูง และความแออัดในการรับบริการ ควรแก้ด้วยการบริหารจัดการงบประมาณและปรับระบบบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ มากกว่าการแก้กฎหมายในส่วนที่อาจกระทบต่อหลักประกันสุขภาพของประชาชน
จับตา 4 จุดเสี่ยงแก้กฎหมาย
นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ ระบุว่า วัตถุประสงค์ของการจัดเวทีครั้งนี้ มี 4 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ การเปิดทางให้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มเมื่อเข้ารับการรักษา ซึ่งเสี่ยงทำให้การเข้าถึงบริการขึ้นอยู่กับกำลังจ่าย การลดบทบาทของภาคประชาชนในคณะกรรมการบัตรทอง การเพิ่มอำนาจให้รัฐมนตรีเข้ามาสั่งการ สปสช. มากขึ้น และการเปิดช่องให้นำเงินกองทุนไปจ่ายค่าใช้จ่ายประจำของโรงพยาบาล เช่น เงินเดือน ค่าน้ำค่าไฟ หรือสิ่งก่อสร้าง ซึ่งอาจทำให้งบสำหรับดูแลรักษาประชาชนลดลง
นางสาวกรรณิการ์ย้ำว่า หากจะมีการแก้ไขกฎหมาย ต้องไม่ทำให้หลักประกันของประชาชนถอยหลัง โดยประชาชนทุกคนต้องได้รับบริการที่มีมาตรฐานและเท่าเทียม ไม่มีการเรียกเก็บเงินจนเป็นอุปสรรคต่อการรักษา ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง และเงินกองทุนบัตรทองต้องถูกใช้เพื่อจัดบริการสุขภาพให้ประชาชนเป็นหลัก
แก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ไม่ใช่คำตอบ “เหมือนจ่ายยาผิดตัว รักษาผิดโรค”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ระบุว่า วิกฤตระบบบริการสุขภาพขณะนี้มีปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) โรงพยาบาลได้รับงบประมาณไม่เพียงพอกับภาระงาน 2) บุคลากรทางการแพทย์อ่อนล้าจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุและมีผู้ป่วยโรคเรื้อรังมากขึ้น และ 3) ประชาชนต้องรอรับบริการนาน และบางส่วนได้รับบริการที่ลดลงจากเดิม
นพ.สุภัทร เห็นว่า การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ.บัตรทอง ไม่ใช่คำตอบของปัญหา เพราะไม่ได้ทำให้โรงพยาบาลมีงบประมาณเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดภาระของแพทย์และพยาบาล และไม่ได้ทำให้ประชาชนรอคิวน้อยลง จึงเปรียบเสมือนการ “จ่ายยาผิดตัว รักษาผิดโรค” ขณะที่โครงสร้างของกฎหมายปัจจุบันยังมีระบบคานและถ่วงดุลระหว่างผู้ให้บริการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมอยู่แล้ว
ทางออกที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การ “ปรับระบบบริการสุขภาพทั้งระบบ” ก่อนปรับการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกัน โดยเสนอให้พัฒนาระบบหมอประจำครอบครัวหรือ Smart Family Clinic เพื่อกระจายผู้ป่วยนอกออกจากโรงพยาบาลใหญ่ ลดความแออัดและเพิ่มพื้นที่สำหรับผู้ป่วยใน ควบคู่กับการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน ซึ่งจะช่วยลดการใช้เตียงผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (ICU) ลดต้นทุนโรงพยาบาล ลดภาระบุคลากร และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้รวดเร็วขึ้น พร้อมฝากให้ทุกพรรคการเมืองนำแนวคิดการจัดระบบบริการสุขภาพใหม่ไปพัฒนาเป็นนโยบายที่ชัดเจน
หากประเทศไทยสามารถจัดระเบียบระบบบริการสุขภาพใหม่ได้ จะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าการแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง ทั้งในมิติการลดต้นทุนของโรงพยาบาล ลดภาระและความเหนื่อยล้าของบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนลดระยะเวลาการรอรับบริการของประชาชน
แก้ผิดจุด เสี่ยงระบบสุขภาพเสียสมดุล – เปิดช่องลดทอนสิทธิ
ด้าน นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาจากข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือการปรับโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่บริหารกองทุนที่มีงบประมาณกว่า 270,000 ล้านบาทต่อปี โดยข้อเสนอเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการอีก 9 คน พร้อมลดสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิและภาคประชาชน อาจทำให้กลไกถ่วงดุลที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนไป ทั้งที่ตลอดเวลากว่า 20 ปี การบริหารงบประมาณส่วนกลางของกองทุนยังไม่เคยมีประวัติการทุจริต พร้อมชี้ว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้มีอำนาจต่อรองเพียงเสียงเดียว เนื่องจากเป็นหน่วยบริการหลักและได้รับงบประมาณบัตรทองส่วนใหญ่ของระบบอยู่แล้ว
อีกประเด็นที่น่ากังวล คือข้อเสนอเปลี่ยนนิยามสิทธิของประชาชนเป็น “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ซึ่งนายนิมิตร์มองว่าอาจเปลี่ยนหลักการสำคัญของระบบบัตรทอง จากเดิมที่ประชาชนได้รับความคุ้มครองการรักษาโดยทั่วไป เว้นแต่บริการที่กำหนดเป็นข้อยกเว้น ไปสู่การกำหนดว่าบริการใดเป็นสิทธิพื้นฐานและบริการใดอยู่นอกเหนือสิทธิ ซึ่งอาจกระทบต่อการรักษาบางประเภท รวมถึงอาจเปิดทางไปสู่ระบบร่วมจ่าย หรือ Co-payment และทำให้ประชาชนต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น
นายนิมิตร์ย้ำว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีบทบาทสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันครัวเรือนจากภาระค่ารักษาพยาบาลจนล้มละลาย ดังนั้น หากปัญหาปัจจุบันเกิดจากการบริหารจัดการหรือการจัดสรรงบประมาณ ก็ควรแก้ไขที่กลไกบริหารให้ตรงจุด มากกว่าการแก้กฎหมายในส่วนที่อาจกระทบทั้งสิทธิของประชาชนและโครงสร้างการถ่วงดุลของระบบ
ขณะที่ นายอธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สื่อมวลชน คอลัมนิสต์ และนักวิเคราะห์การเมือง มองว่า ปัญหาระบบหลักประกันสุขภาพไม่ได้เกิดจากเรื่องงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ภาระงานของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากจำนวนผู้ป่วย สังคมสูงอายุ และปัญหาสวัสดิการหรือค่าตอบแทนที่ล่าช้า จนเกิดความอึดอัดในระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ
นายอธึกกิตยังตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการบริหารงบประมาณภายใต้นโยบาย “รักษาทุกที่” และบริการรับยาที่ร้านยา ซึ่งแม้มีเป้าหมายลดความแออัดของโรงพยาบาล แต่เมื่อใช้งบประมาณจากก้อนเดิมก็ทำให้หน่วยบริการบางแห่งรู้สึกว่าได้รับงบลดลง พร้อมกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องการบันทึกข้อมูลเพื่อเบิกจ่ายที่อาจผิดปกติ และความขัดแย้งเรื่องการตรวจสอบการเบิกจ่าย โดยมองว่า สปสช. อยู่ในสถานะที่มีอำนาจต่อรองจำกัด เพราะไม่มีหน่วยบริการเป็นของตนเอง และยังต้องพึ่งโรงพยาบาลรัฐและคลินิกเอกชนจำนวนมากเพื่อรองรับประชาชน
สำหรับความยั่งยืนของระบบ นายอธึกกิตเห็นว่า กองทุนบัตรทองซึ่งต้องดูแลประชาชนหลายสิบล้านคนจำเป็นต้องบริหารด้วยงบประมาณแบบมีเพดาน และเลือกใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างคุ้มค่า ไม่สามารถเป็นระบบปลายเปิดที่จ่ายได้ไม่จำกัด พร้อมเตือนว่า หากมีการปรับโครงสร้างกฎหมายหรือกลไกบริหารโดยเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายผู้ให้บริการมากเกินไป อาจกระทบเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว ดังนั้น ทุกฝ่ายควรก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต และร่วมกันรักษาหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างยั่งยืน
ย้ำ 3 เสาหลักบัตรทอง “เสมอภาค – เท่าเทียม – เป็นธรรม”
ดร.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกิจการพิเศษ ระบุว่า การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ควรถูกจับตาตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น โดยเห็นว่า “บัตรทอง” เป็นวาระแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับประชาชนตลอดช่วงชีวิต ขณะที่ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนหรืองบประมาณไม่เพียงพอสามารถแก้ไขได้โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย แต่ควรปรับสูตรคำนวณงบประมาณระหว่าง สปสช. กับสำนักงบประมาณให้สอดคล้องกับภาระงาน และเปิดให้บอร์ด สปสช. สามารถจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณได้ตามความจำเป็น
สิ่งที่ต้องรักษาไว้คือ “3 เสาหลัก” ของระบบบัตรทอง ได้แก่ การยืนยันว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเสมอภาคเป็นสิทธิ ไม่ใช่สวัสดิการที่รัฐหยิบยื่นให้ การมีตัวแทนผู้รับบริการเพื่อคานอำนาจและตรวจสอบผู้ให้บริการ และการจัดสรรงบประมาณตามจำนวนประชากรและภาระหน้าที่อย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้ระบบย้อนกลับไปสู่การจัดสรรงบประมาณแบบอุปถัมภ์
ทั้งนี้ ดร.วิโรจน์ เห็นว่า ความเห็นต่างและการถกเถียงในบอร์ดไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นกลไกปกติของการถ่วงดุลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน
ส่วนข้อเสนอเรื่องการร่วมจ่าย ดร.วิโรจน์ เตือนว่า ต้องแยกจากแนวคิด “30 บาท” เดิมที่เป็นการจ่ายในอัตราคงที่อย่างชัดเจน เพราะหากแบ่งบริการเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ที่ไม่ต้องจ่าย กับ “สิทธิเพิ่มเติม” ที่ประชาชนต้องร่วมจ่าย อาจทำให้สิทธิพื้นฐานหยุดพัฒนา ขณะที่ยา เทคโนโลยี และวิธีรักษาใหม่ ๆ ถูกผลักไปอยู่ในกลุ่มที่ต้องจ่ายเพิ่ม ส่งผลให้ความก้าวหน้าทางการแพทย์กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนบางกลุ่มเข้าไม่ถึง และกระทบต่อความสามารถของแพทย์ในการเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้ผู้ป่วย
ห่วงร่วมจ่าย เพิ่มภาระ – เสี่ยงคนหลุดจากระบบรักษา
นางยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ได้สะท้อนมุมมองและข้อห่วงใยในฐานะตัวแทนผู้รับบริการ โดยเน้นย้ำว่าระบบบัตรทองในปัจจุบันช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และมีภาคประชาชนร่วมถ่วงดุลในคณะกรรมการอย่างเหมาะสม จึงไม่เห็นความจำเป็นในการแก้กฎหมายในลักษณะที่อาจลดสิทธิหรือเพิ่มภาระให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่ต้องรับยาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
นางยุพาระบุว่า หากมีระบบร่วมจ่าย แม้จะเป็นเพียงบางส่วน ก็อาจกลายเป็นภาระสะสมสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับยาทุกเดือน และอาจทำให้บางคนต้องลดจำนวนยาที่รับในแต่ละครั้ง หรือเดินทางมารับยาบ่อยขึ้นเพื่อแบ่งภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งกระทบทั้งรายได้และการดำเนินชีวิต ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หากผู้ป่วยบางส่วนตัดสินใจหยุดหรือขาดการรักษา อาจนำไปสู่ปัญหาดื้อยาและส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อการใช้คำว่า “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ว่าจะถูกกำหนดแคบเพียงใด เพราะหากระบบมุ่งเพียงรักษาให้ผู้ป่วย “ไม่เสียชีวิต” แต่อย่าละเลยคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยอาจเข้าไม่ถึงยาและการรักษารูปแบบใหม่ที่ช่วยลดผลข้างเคียงและทำให้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น จึงย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องไม่ทำให้เสียงของผู้ป่วยถูกลดทอน และต้องไม่ทำให้สิทธิที่มีอยู่ถอยหลัง
บัตรทองต้องรักษาสิทธิการรักษา ไม่ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายเมื่อเจ็บป่วย
ด้าน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้เกิดจากฝ่ายการเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากพลัง “3 ประสาน” ทั้งภาคประชาชนที่ 11 เครือข่ายร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมาย นักวิชาการที่ร่วมศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน และฝ่ายการเมืองที่ผลักดันจนเกิดขึ้นจริง คุณูปการสำคัญของระบบบัตรทองจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “30 บาท” แต่คือการทำให้ประชาชนเมื่อเจ็บป่วยสามารถเดินเข้าโรงพยาบาลและได้รับการรักษาที่จำเป็น โดยไม่ต้องกังวลก่อนว่ามีเงินอยู่ในกระเป๋าเพียงพอหรือไม่
นางสาวสารีกล่าวว่า การยกเลิกเก็บ 30 บาทในอดีตมีเหตุผลด้านต้นทุนการบริหารจัดการ เพราะการเก็บเงินจากผู้รับบริการต้องเพิ่มภาระงานธุรการให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ ขณะที่รายได้ที่จัดเก็บไม่ได้คุ้มกับต้นทุนที่เกิดขึ้น จึงไม่เห็นด้วยหากจะนำระบบกลับไปสู่การเรียกเก็บเงิน ณ จุดบริการ โดยเฉพาะหากพัฒนาไปสู่การร่วมจ่ายตามค่ารักษา เพราะอาจทำให้ประชาชนที่ไม่มีเงินถูกจำกัดการเข้าถึงบริการ พร้อมยกกรณีร้องเรียนที่ผู้ป่วยถูกแจ้งให้เตรียมเงิน 15,000 บาทก่อนเข้ารับการผ่าตัด และเมื่อไม่มีเงินจ่ายกลับถูกเลื่อนคิวรักษาออกไป สะท้อนความเสี่ยงที่ระบบอาจถอยกลับไปสู่ภาวะที่ฐานะทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดว่าใครจะได้รับการรักษาเมื่อใด
“ถ้ารัฐเห็นว่าระบบหลักประกันสุขภาพต้องการเงินเพิ่ม เราสามารถคุยเรื่องการจัดเก็บผ่านระบบภาษีหรือภาษีสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนร่วมสมทบก่อนที่จะเจ็บป่วยได้ แต่ไม่ควรไปเก็บเงินในวันที่คนเดินเข้าโรงพยาบาล เพราะวันนั้นเขาไม่ได้มีทางเลือกว่าจะป่วยหรือไม่ป่วย สิ่งที่เราต้องรักษาไว้คือสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นต่อการมีชีวิตในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่ลดทอนลงเหลือเพียงคำว่า ‘สิทธิพื้นฐาน’ แล้วให้ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มเพื่อเข้าถึงการรักษาที่ดีกว่า” เลขาธิการสภาผู้บริโภค ระบุ
ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง สามารถร่วมลงชื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย เพื่อร่วมปกป้องสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชนกว่า 47 ล้านคน ได้ที่ https://forms.gle/JtjagA7Awe4LgCHDA



