| Getting your Trinity Audio player ready... |

เปิดเบื้องหลังคดีหลอกลงทุนออนไลน์เสียหาย 165 ล้านบาท สภาผู้บริโภค ฟ้องเฟซบุ๊ก แพลตฟอร์มและธนาคาร 17 ราย หวังยกระดับความรับผิดชอบยุคดิจิทัล
กว่า 165 ล้านบาท คือมูลค่าความเสียหายที่ผู้บริโภครายหนึ่งสูญเสียไปจากขบวนการหลอกลงทุนออนไลน์ที่ซับซ้อนและแยบยล ความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้บริโภค “หลงเชื่อ” เพียงอย่างเดียว หากเกิดขึ้นภายใต้ระบบนิเวศดิจิทัลที่มีผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่จำนวนมากเกี่ยวข้อง ตั้งแต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชัน ร้านค้าบนมือถือ ไปจนถึงสถาบันการเงินที่รองรับธุรกรรมทางการเงินตลอดเส้นทางการหลอกลวง
นั่นจึงเป็นที่มาที่สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องจำเลยรวม 17 ราย ทั้งกลุ่มผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก (Facebook), ไลน์ (LINE), แอป สโตร์ (App Store) และธนาคารหลายแห่ง เพื่อให้ร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค
เฟซบุ๊กจุดเริ่มต้นของการหลอกลวง
วงจรทั้งหมดเริ่มต้นจากโฆษณาที่ปรากฏบนเฟซบุ๊ก ในลักษณะของการโฆษณาแบบชำระเงิน หรือ “Sponsored” โดยใช้ชื่อและภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น “เซียนหุ้น” หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่สาธารณชนรู้จัก เพื่อชักชวนให้ผู้บริโภคเข้าร่วมเรียนรู้การลงทุนฟรี
ในสายตาของผู้บริโภค โฆษณาเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์เถื่อนหรือเพจลึกลับ แต่ปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานหลายล้านคน และประกาศต่อสาธารณะว่ามีระบบตรวจสอบ คัดกรอง และควบคุมเนื้อหา ผู้บริโภคจึงมีเหตุอันสมควรที่จะเชื่อว่าเนื้อหาที่ได้รับการเผยแพร่และซื้อพื้นที่โฆษณาบนแพลตฟอร์มนั้นผ่านการตรวจสอบในระดับหนึ่งแล้ว
แต่เมื่อคลิกเข้าไป ผู้บริโภคกลับถูกนำออกจากพื้นที่โฆษณาเข้าสู่กระบวนการหลอกลวงที่ถูกออกแบบไว้อย่าง “แยบยล” เป็นขั้นเป็นตอน
จากเฟซบุ๊กสู่ไลน์ เพิ่มความน่าเชื่อถือ
หลังจากกดเข้าร่วม ผู้บริโภคถูกเชื่อมต่อไปยังบัญชีไลน์ ที่ใช้ชื่อและภาพบุคคลที่มีชื่อเสียงด้านการลงทุน ก่อนถูกเชิญเข้าสู่กลุ่มเปิด หรือ LINE OpenChat ที่มีสมาชิกเป็นจำนวนมาก
สมาชิกหลายร้อยคนในกลุ่ม บทสนทนาที่ดูคึกคัก และข้อความแสดงผลตอบแทนจากการลงทุน ถูกใช้เป็นเครื่องมือตอกย้ำความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคเชื่อว่ากำลังอยู่ในชุมชนของนักลงทุนจริง
การที่ผู้บริโภคถูกชักนำเข้าสู่กลุ่มสนทนาซึ่งถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของมิจฉาชีพ สะท้อนคำถามสำคัญต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสารว่า ได้มีมาตรการตรวจสอบ ป้องกัน หรือจัดการกับบัญชีและกลุ่มที่มีพฤติการณ์หลอกลวงอย่างเพียงพอหรือไม่ ทั้งที่กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายในระบบบริการของตน
‘แอป สโตร์’ ประตูสู่แอปพลิเคชันปลอม
เมื่อสร้างความเชื่อมั่นได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการชักชวนให้ผู้บริโภคดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสำหรับการลงทุน
จุดสำคัญคือ ผู้บริโภคไม่ได้ดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์เถื่อน แต่ดาวน์โหลดผ่านแอป สโตร์ ซึ่งเป็นร้านค้าแอปพลิเคชันที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
ผู้บริโภคจึงเชื่อโดยสุจริตว่า แอปพลิเคชันที่ปรากฏอยู่ในระบบดังกล่าวต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัย ความถูกต้องของผู้พัฒนา และความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งแล้ว
เมื่อแอปพลิเคชันดังกล่าวแสดงข้อมูลการลงทุน กำไร และผลตอบแทนเสมือนจริง ผู้บริโภคจึงยิ่งเชื่อว่ากำลังลงทุนผ่านระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพลวงตาเพื่อให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เงินไหลออกจากบัญชีผู้บริโภค แต่ไม่มีใครหยุดวงจรได้
เมื่อผู้บริโภคเชื่อว่ากำลังลงทุนจริง จึงเริ่มโอนเงินตามคำแนะนำของแอดมินและบุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน
คำฟ้องระบุว่า ผู้เสียหายทยอยโอนเงินรวม 76 ครั้ง ผ่านบัญชีธนาคารหลายแห่ง เป็นเงินรวมกว่า 165 ล้านบาท โดยเงินถูกส่งต่อไปยังบัญชีปลายทางจำนวนมาก ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นบัญชีนิติบุคคลที่มิจฉาชีพใช้รับโอนเงิน
แม้จะมีการโอนเงินจำนวนสูงผิดปกติ หลายสิบครั้ง ภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และมีการกระจายเงินไปยังหลายบัญชีปลายทาง แต่ผู้บริโภคเห็นว่าไม่มีระบบใดสามารถหยุดยั้งหรือเตือนภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกระทั่งทราบภายหลังว่าตนตกเป็นเหยื่อของขบวนการฉ้อโกง
เหตุผลที่ต้อง ฟ้องเฟซบุ๊ก ไลน์ แอป สโตร์ และธนาคาร
หัวใจสำคัญของคำฟ้องครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่การกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มหรือธนาคารเป็นผู้กระทำการหลอกลวงโดยตรง
แต่สภาผู้บริโภคเห็นว่า ผู้ให้บริการแต่ละรายต่างมีความสัมพันธ์ทางสัญญากับผู้บริโภค และได้รับประโยชน์จากการให้บริการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากโฆษณา การให้บริการแพลตฟอร์ม การเผยแพร่แอปพลิเคชัน หรือการให้บริการทางการเงิน
เมื่อผู้บริโภคสมัครสมาชิก เปิดบัญชี ใช้งานแพลตฟอร์ม หรือฝากเงินไว้กับธนาคาร ย่อมเกิดความคาดหวังโดยชอบธรรมว่า ผู้ให้บริการจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อดูแลความปลอดภัยของระบบ ป้องกันความเสี่ยง และคุ้มครองผู้ใช้บริการจากการถูกหลอกลวงที่เกิดขึ้นภายในระบบของตน
สภาผู้บริโภคจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ผู้บริโภคพึงได้รับตามสัญญาการให้บริการ และในส่วนของสถาบันการเงิน ยังเกี่ยวพันกับหน้าที่ในการดูแลเงินของผู้ฝากและความปลอดภัยของระบบธุรกรรมทางการเงินด้วย
จาก ‘ฟ้องเฟซบุ๊ก’ สู่การยกระดับความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม
‘คดีนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าการเรียกคืนเงินให้ผู้เสียหายรายหนึ่ง’ เพราะในวันที่การหลอกลวงออนไลน์ไม่ได้เกิดขึ้นบนถนน แต่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผู้ใช้งานนับล้านคน คำถามสำคัญคือ ผู้ให้บริการเหล่านั้นควรมีความรับผิดชอบเพียงใดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค
สภาผู้บริโภคจึงต้องการให้ศาลพิจารณาว่า เมื่อผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้กำหนดกติกา ควบคุมระบบ และได้รับผลประโยชน์จากการให้บริการแล้ว ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในระบบของตนได้ โดยเฉพาะเมื่อความเสียหายนั้นเกิดขึ้นจากวงจรหลอกลวงที่อาศัยบริการของผู้ประกอบธุรกิจหลายรายเชื่อมต่อกันเป็นทอด ๆ จนผู้บริโภคสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมหาศาล
ศาลได้นัดไต่สวนคดีครั้งแรกในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งสภาผู้บริโภคจะติดตามการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย และสร้างบรรทัดฐานการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมเชิญชวนประชาชนและผู้บริโภคร่วมติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ ซึ่งอาจเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มออนไลน์และผู้ให้บริการทางการเงินต่อความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศไทยต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ไม่ใช่แค่ไทย 2 ใน 3 ของคดีฉ้อโกงในอังกฤษ เริ่มต้นจาก เฟซบุ๊ก
ฟ้องเฟซบุ๊ก! และแพลตฟอร์มอื่น-แอป-ธนาคาร ทวงคืนความเสียหายกลุ่มแรก 230 ล้าน



