Ribbon

ส่องอินโดนีเซียคุม โฆษณาหลอกลวง ดันแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

Getting your Trinity Audio player ready...
ส่องอินโดนีเซียคุม โฆษณาหลอกลวง ดันแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

ปัญหาโฆษณาหลอกลวงและการซื้อขายออนไลน์ที่สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่กำลังเป็นความท้าทายร่วมของหลายประเทศในภูมิภาค ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและบทบาทที่เพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มออนไลน์

ล่าสุด มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคอินโดนีเซีย (Yayasan Lembaga Konsumen Indonesia: YLKI) ซึ่งเป็นองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคจากประเทศอินโดนีเซีย ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมสนับสนุนการทำงานของ สภาผู้บริโภค ในการผลักดันให้แพลตฟอร์มดิจิทัลหรือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค พร้อมสะท้อนความเคลื่อนไหวสำคัญของอินโดนีเซียที่ใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมายและกลไกของรัฐเพื่อรับมือกับภัยออนไลน์ใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. รัฐบาลอินโดนิเซีย ยกระดับการกำกับดูแลโฆษณาออนไลน์และข้อมูลด้านสุขภาพ

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบบนแพลตฟอร์มดิจิทัลทุกประเภท เพื่อจำกัดการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน รวมถึงลดผลกระทบจากการสื่อสารทางการตลาดที่อาจจูงใจให้เกิดการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ

ขณะเดียวกัน กระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียยังดำเนินมาตรการเชิงรุกในการจัดการข้อมูลบิดเบือนด้านสุขภาพ (Health Misinformation) พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนเนื้อหาออนไลน์ที่เป็นอันตรายหรือเข้าข่ายหลอกลวง เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

2. ผู้บริโภคผลักดันให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบต่อสินค้าไม่ตรงปก

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ คือ การที่กลุ่มนักศึกษาและผู้บริโภคร่วมกันยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซีย เพื่อขอให้มีการตีความกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยขยายขอบเขตความรับผิดชอบไปยังผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ (Online Marketplace)

คำร้องดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัญหาผู้บริโภคจำนวนมากได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามโฆษณาหรือรายละเอียดที่แสดงบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยผู้ร้องเห็นว่า ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายบนระบบของตน ไม่ใช่ปล่อยให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับผู้บริโภคหรือผู้ขายเพียงฝ่ายเดียว

3. สถิติร้องเรียนสะท้อนปัญหาซื้อของออนไลน์ยังน่ากังวล

ข้อมูลจากมูลนิธิผู้บริโภคแห่งอินโดนีเซีย ระบุว่า ในปี 2568 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์จำนวน 133 เรื่อง โดย 81% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด เป็นปัญหาที่เกิดจากการซื้อขายผ่านอีคอมเมิร์ซ ขณะที่อีกประมาณ 15 – 20% เป็นความเสียหายจากการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และช่องทางโซเชียลมีเดียอื่น

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาการ โฆษณาหลอกลวง สินค้าไม่ตรงปก และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่หลายประเทศกำลังเผชิญ และจำเป็นต้องพัฒนากลไกคุ้มครองผู้บริโภคให้สอดรับกับรูปแบบการซื้อขายในยุคดิจิทัล

ความร่วมมือระดับภูมิภาค จัดการ ‘โฆษณาหลอกลวง’

การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างองค์กรผู้บริโภคของอินโดนีเซียและสภาผู้บริโภคของไทย สะท้อนให้เห็นว่า หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการผลักดันให้แพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทในการป้องกันและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นบนบริการของตนเองมากขึ้น

บทเรียนจากอินโดนีเซียจึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลไม่อาจพึ่งพาเพียงการดำเนินการกับผู้ขายหรือผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมจากแพลตฟอร์มดิจิทัล หน่วยงานกำกับดูแล และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างระบบนิเวศออนไลน์ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคทุกคน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้ฟ้องร้องเฟซบุ๊ก แพลตฟอร์ม แอพลิเคชัน รวมถึงธนาคารที่เกี่ยวข้องต่อศาลแพ่ง รัชดา เพื่อให้ร่วมรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากการยิงแอดโฆษณาบนเฟซบุ๊กและเชื่อมโยงไปยังแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ  โดยในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ศาลนัดไต่สวนครั้ง

การฟ้องคดีในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลควรมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้งานมากกว่าการเป็นเพียง “พื้นที่” สำหรับการซื้อขายหรือการสื่อสารเท่านั้น จึงอยากชวนผู้บริโภคติดตามและจับตาคดีนี้ไปด้วยกัน


1 เดือน “ฟ้องเฟซบุ๊ก” จุดพลังผู้บริโภคทั่วประเทศ ดันแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

ถูกคลิป AI ปลอมหลอก ชายอังกฤษเป็นหนี้เกือบ 30 ปี ก่อน ผู้เสียหายรวมพลังฟ้องเมตา