Ribbon

1 เดือน “ฟ้องเฟซบุ๊ก” จุดพลังผู้บริโภคทั่วประเทศ ดันแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

1 เดือน "ฟ้องเฟซบุ๊ก" จุดพลังผู้บริโภคทั่วประเทศ ดันแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

ผ่านมาแล้ว 1 เดือน หลังสภาผู้บริโภคยื่นฟ้องเฟซบุ๊ก พร้อมแพลตฟอร์มดิจิทัล แอปพลิเคชัน และธนาคารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกคืนความเสียหายให้ผู้บริโภคกลุ่มแรกกว่า 230 ล้านบาท เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 แต่การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในชั้นศาล

ตลอดเดือนที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้เดินหน้าขับเคลื่อนประเด็นอย่างต่อเนื่องทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้สังคมตระหนักว่า “ภัยหลอกลวงออนไลน์ไม่ใช่ความผิดของเหยื่อ” และแพลตฟอร์มดิจิทัลต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

หนึ่งในแรงขับสำคัญคือแคมเปญ #ฉันก็โดนเหมือนกัน ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เสียหายจากเพจปลอม โฆษณาหลอกลวง งานออนไลน์ปลอม การหลอกลงทุนผ่านเฟซบุ๊ก และการหลอกลวงในรูปแบบอื่น ๆ ออกมาแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เสียงจากผู้บริโภคเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ยังช่วยเปลี่ยนบทเรียนราคาแพงให้กลายเป็นคำเตือนแก่สังคม และย้ำว่าปัญหานี้เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะราย

ขณะเดียวกัน สารสำคัญของการรณรงค์จากส่วนกลางยังถูกส่งต่อไปยังเครือข่ายสมาชิกสภาผู้บริโภคในทุกภูมิภาค เพื่อขยายผลผ่านช่องทางที่เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ ทั้งการออกรายการวิทยุชุมชน วิทยุกระจายเสียง การทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา ตลอดจนการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของแต่ละหน่วยงาน เพื่ออธิบายเหตุผลของการดำเนินคดี กระตุ้นให้เห็นความสำคัญ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสะท้อนปัญหาที่พบจากการซื้อสินค้าและใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

นอกจากนี้หลายจังหวัดยังจัดกิจกรรมรณรงค์ในพื้นที่ เปิดเวทีให้ประชาชนร่วมสะท้อนปัญหา ติดสติกเกอร์รณรงค์ และรวบรวมความคิดเห็นของผู้บริโภค ซึ่งข้อมูลที่ได้รับสะท้อนปัญหาซ้ำ ๆ เช่น การซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับของ การถูกเพจหลอกลวง หรือการถูกปิดเพจหนีหลังรับโอนเงิน สะท้อนว่าภัยออนไลน์ได้กลายเป็นปัญหาใกล้ตัวของผู้บริโภคทุกคน

แม้แต่ละพื้นที่จะมีรูปแบบการทำงานแตกต่างกัน ทั้งการใช้สื่อท้องถิ่น การจัดกิจกรรมในชุมชน หรือการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน แต่ทุกพื้นที่ต่างขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน คือสร้างสังคมที่ไม่ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องต่อสู้อย่างลำพัง และผลักดันให้แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน คือการสร้างความเข้าใจใหม่ให้สังคมว่า ผู้เสียหายไม่ควรถูกตำหนิว่า “ไม่รู้เรื่อง” “ทำตัวเอง” หรือ “ซวยเอง” เพราะกลโกงของมิจฉาชีพมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลยังมีช่องโหว่ในการคัดกรองบัญชีมิจฉาชีพและโฆษณาหลอกลวง

นอกจากบทบาทสำคัญเรื่องการรณรงค์ในพื้นที่ หน่วยงานประจำจังหวัดของสภาผู้บริโภคทั้ง 20 จังหวัด ยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรับเรื่องร้องเรียน ให้คำปรึกษา และช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด ยิ่งไปกว่านั้นหลายพื้นที่ยังสามารถดำเนินการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคในระดับจังหวัดได้

ทั้งนี้ การฟ้องเฟซบุ๊กครั้งในนี้ไม่ได้เป็นเพียงคดีในศาล หากแต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังระหว่างสภาผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค และประชาชนทั่วประเทศ เพื่อยืนยันว่าปัญหามิจฉาชีพออนไลน์เป็นปัญหาสาธารณะที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข

สำหรับความคืบหน้าของคดี ศาลแพ่งรัชดาได้นัดพร้อมคู่ความอีกครั้งในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 โดยสภาผู้บริโภคเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามการดำเนินคดี และร่วมผลักดันให้เกิดการคุ้มครองผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำอีกในอนาคต

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง