Ribbon

เฮ! ”เลมอน ลอว์” เข้าสภาแล้ว ถอยรถ – เครื่องไฟฟ้าใหม่พัง ได้เปลี่ยน – คืนเงิน

Getting your Trinity Audio player ready...
เฮ! ”เลมอน ลอว์” เข้าสภาแล้ว ถอยรถ - เครื่องไฟฟ้าใหม่พัง ได้เปลี่ยน - คืนเงิน

ซื้อมือถือใหม่มาไม่ถึงเดือน จอขึ้นเส้น เครื่องรีสตาร์ตเอง พอส่งศูนย์กลับได้คำตอบว่า “ขอซ่อมก่อนนะครับ” ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหลักพัน ใช้ได้ไม่กี่สัปดาห์ก็เริ่มรวน สุดท้ายต้องควักเงินซื้อใหม่เอง สถานการณ์แบบนี้กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือ “เลมอน ลอว์” (Lemon Law) ฉบับสภาผู้บริโภค เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้ว

ผู้บริโภคจะได้อะไรจาก เลมอน ลอว์

ของพังใน 6 เดือน ไม่ต้องพิสูจน์เอง ที่ผ่านมาเมื่อสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคมักต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าของเสียมาตั้งแต่ต้น แต่กฎหมายนี้กลับด้านความรับผิดชอบ หากพบความชำรุดภายใน 6 เดือนนับแต่วันรับมอบ ให้ถือว่าสินค้าเสียมาตั้งแต่ส่งมอบ ผู้ขายต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ส่วนรถยนต์กำหนดระยะเวลารับประกันที่ 1 ปี

เลือกได้ 5 สิทธิ ไม่ใช่ได้แค่ซ่อม เมื่อสินค้าชำรุด ผู้ซื้อมีสิทธิเลือกเองว่าจะให้ซ่อม เปลี่ยนของใหม่ ลดราคา คืนเงินเต็มจำนวนหรือเลิกสัญญา หรือปฏิเสธจ่ายราคาหรือค่างวด และยังเรียกค่าเสียหายกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพิ่มได้ ต่างจากปัจจุบันที่ผู้บริโภคจำนวนมากถูกบังคับให้รับทางเลือกเดียวคือส่งซ่อมไปเรื่อย ๆ หรือต้องไปฟ้องศาลเพื่อให้ได้การชดเชยแบบอื่น

เจอของพังใน 14 วันแรกเปลี่ยนสินค้าได้ ถ้าพบความชำรุดภายใน 14 วันนับแต่วันรับมอบ ผู้ซื้อขอเปลี่ยนสินค้าได้ และผู้ขายต้องเปลี่ยนให้ภายใน 30 วันโดยไม่เก็บเงินเพิ่ม ของที่เปลี่ยนต้องเป็นของใหม่ ชนิดเดียวกัน ไม่เคยใช้งาน และยังอยู่ในความรับผิดของผู้ขายต่อไป

ผ่อนอยู่ก็หยุดจ่ายงวดได้ ถ้าของมีปัญหา กรณีซื้อแบบผ่อน เช่าซื้อ หรือมีผู้ให้สินเชื่อ หากใช้สิทธิให้ซ่อมหรือเปลี่ยนสินค้า ผู้บริโภคปฏิเสธการชำระค่างวดในงวดนั้นได้โดยไม่ถือว่าผิดนัด

 มีเวลาตั้งหลัก 2 ปี ผู้บริโภคมีสิทธิเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ขาย เป็นระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่เจอว่าสินค้าชำรุด และระหว่างที่ยังเจรจากับผู้ขายอยู่ จะไม่ถูกนับรวมในระยะเวลาใช้สิทธิ 2 ปี ผู้บริโภคจึงไม่เสียเปรียบจากการพูดคุยที่ยืดเยื้อ

ประกันต้องมีภาษาไทย และห้ามลดสิทธิที่กฎหมายให้ สัญญารับประกันต้องชัดเจน เข้าใจง่าย ส่งมอบพร้อมสินค้า หากเป็นภาษาต่างประเทศต้องมีคำแปลภาษาไทย และจะนำเงื่อนไขประกันมาลดทอนสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้ตามกฎหมายนี้ไม่ได้ ส่วนข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อเอาเปรียบผู้ซื้อ ให้ตกเป็นโมฆะ

นิยามความชำรุดบกพร่อง ในร่างนี้ยังครอบคลุมกว้าง ตั้งแต่สินค้าที่เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ใช้ไม่ได้ตามที่โฆษณา ได้สินค้าผิดประเภทหรือน้อยกว่าที่ตกลง ไปจนถึงสินค้าที่ไม่มีคู่มือภาษาไทยหรือคู่มือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน

ทำไมสภาผู้บริโภคถึงไม่ยอมถอยกับกฎหมายนี้

เหตุผลที่ต้องมีกฎหมายนี้ เกิดขึ้นจากเรื่องจริงของผู้บริโภคที่ต้องสู้ตามลำพัง ย้อนไปเมื่อปี 2553 ผู้บริโภครายหนึ่งซื้อรถใหม่แต่พบว่าชำรุด เมื่อบริษัทไม่ยอมเปลี่ยนคันใหม่ให้ เขาจึงต้องฟ้องร้องเรียกความเป็นธรรมด้วยตัวเอง และกว่าศาลจะสั่งให้บริษัทรับรถคืนพร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ก็กินเวลายาวนานถึง 13 ปี กว่าจะจบในปี 2566 คำถามคือ มีผู้บริโภคสักกี่คนที่มีเวลา แรงกาย และทุนทรัพย์มากพอจะสู้คดีได้นานขนาดนั้น

ขณะที่หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สิงค์โปร์ ฟิลิปปินส์ มีกฎหมายลักษณะนี้ใช้มานานแล้ว ผู้บริโภคที่ซื้อของใหม่แล้วได้ของเสียสามารถขอเปลี่ยนหรือขอเงินคืนได้ โดยไม่ต้องกลายเป็นนักสืบตามหาความเป็นธรรมเอง แต่ของไทยยังมีเพียงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2472 หรือเกือบ 100 ปีก่อน จึงไม่ครอบคลุมปัญหาสินค้าชำรุดในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ซื้อไม่อาจเห็นความชำรุดได้ในตอนซื้อ

เลมอน ลอว์ คือกฎหมายที่เข้ามาปิดช่องว่างนี้ เปลี่ยนการต่อสู้ที่ยาวนานและโดดเดี่ยวในชั้นศาล ให้กลายเป็นสิทธิที่ชัดเจนและใช้ได้ตั้งแต่วันแรกที่สินค้ามีปัญหา

สำหรับประเทศไทย เครือข่ายผู้บริโภคได้เสนอแนวคิดนี้ตั้งแต่ยุคสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อปี 2557 และคณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติหลักการตั้งแต่ปี 2560 แต่กลับค้างอยู่ในระบบนานนับสิบปี สภาผู้บริโภคจึงร่วมกับประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างฉบับประชาชน และยังคงผลักดันต่อเนื่องแม้กระบวนการเคยสะดุดจากการยุบสภา เพราะตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายนี้ ผู้บริโภคก็ยังต้องแบกภาระพิสูจน์และต่อสู้ด้วยตัวเองต่อไป

สถานะกฎหมายล่าสุดในรัฐสภา

ปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือเลมอน ลอว์ มีผู้เสนอร่างเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภารวม 3 ฉบับ ฉบับแรกคือร่างของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ให้เป็นร่างของรัฐบาล ฉบับที่สองคือร่างของภาคประชาชน ที่ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 21,111 คน ร่วมกันเข้าชื่อเสนอ และฉบับที่สามคือร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กับคณะ เข้าชื่อเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 20 คน ซึ่งผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569

สำหรับร่างฉบับประชาชนได้รับการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระไว้แล้ว และจะรอพิจารณาไปพร้อมกับร่างของรัฐบาลและร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาทั้งสามฉบับควบคู่กัน โดยคาดว่าการพิจารณาจะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2569

อย่างไรก็ตาม มติคณะรัฐมนตรีระบุว่า ร่างของ สคบ. มีหลักการสำคัญทำนองเดียวกันกับร่างฉบับประชาชน และเมื่อพิจารณาทั้งสามฉบับ ต่างก็มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือปลดภาระการพิสูจน์ออกจากผู้บริโภค และให้ผู้ขายรับผิดชอบต่อคุณภาพสินค้าอย่างเป็นธรรม ซึ่งการที่ทั้งสามร่างเดินเข้าสู่รัฐสภาพร้อมกันบนหลักการเดียวกัน สะท้อนว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นของกฎหมายฉบับนี้

เลมอน ลอว์ไม่ได้คุ้มครองเฉพาะคนซื้อ แต่ยังเป็นแรงผลักให้ผู้ผลิตยกระดับคุณภาพสินค้า เพราะเมื่อของทนทานขึ้น อายุการใช้งานยาวขึ้น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันสูงกว่า 400,000 ตันต่อปีก็จะลดลงตามไปด้วย เป็นการคุ้มครองทั้งกระเป๋าเงินของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สภาผู้บริโภคพร้อมทำงานร่วมกับรัฐสภาและทุกฝ่าย เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาและประกาศใช้โดยเร็ว