| Getting your Trinity Audio player ready... |

ผ่าวิกฤต ขนส่งสาธารณะ สภาผู้บริโภคท้าชน 4 พรรคใหญ่ ดีเบตแก้โจทย์ค่าโดยสารแพง ทลายเหลื่อมล้ำ ก่อนเลือกตั้ง 69
ในวันที่รถไฟฟ้าขยายตัวครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ แต่คนเมืองกลับเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้เพียง 11.8% ขณะที่ผู้บริโภคต่างจังหวัดต้องเผชิญวิกฤตปัญหารถโดยสารไม่มีคุณภาพ รถน้อย คอยนาน ราคาแพง หรือบางพื้นที่แทบไม่มีระบบขนส่งสาธารณะให้พึ่งพา สะท้อนความล้มเหลวของนโยบายขนส่งที่ไม่เป็นธรรม และทำให้การเดินทาง ซึ่งควรเป็นสวัสดิการพื้นฐาน กลายเป็นภาระและความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สภาผู้บริโภคเปิดเวทีพบ 4 พรรคการเมือง ดีเบตนโยบายขนส่งที่เป็นธรรม

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวถึงปัญหาขนส่งในกรุงเทพฯ ว่า แม้จะมีการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าจำนวนมาก แต่โครงการรถไฟฟ้าต่างกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจหรือใกล้ห้างสรรพสินค้า ไม่มีระบบขนส่งรอง (Feeder) ที่เชื่อมต่อ ประกอบกับปัญหาค่าโดยสารที่ทีราคาสูง ทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ ขณะที่สถานการณ์ขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดยิ่งสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากหลายพื้นที่มีรถโดยสารให้บริการอย่างจำกัด ขาดคุณภาพ และไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน
เมื่อขนส่งสาธารณะไม่ตอบโจทย์ ทำให้บางกลุ่มที่มีกำลังมากพอจึงหันไปใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ส่วนตัว ซึ่งไม่เพียงเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขอุบัติเหตุบนท้องถนนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญของปัญหารถติดและมลพิษ
ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐในหลายพื้นที่ยังมีบทบาทจำกัดอยู่เพียงการกำกับดูแลตามกรอบกฎหมายหรือสัญญาสัมปทาน แต่ขาดการวางนโยบายเชิงรุกและการสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะที่ตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ส่งผลให้ประชาชนต่างจังหวัดยังถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และไม่สามารถเข้าถึงการเดินทางที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นธรรมได้อย่างเท่าเทียม
ชงพรรคการเมือง เร่งแก้ปัญหา ขนส่งสาธารณะ ทั่วประเทศ
สภาผู้บริโภคจึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายในเรื่องขนส่งสาธารณะ ทั้งการกำหนดค่าโดยสารที่เป็นธรรม กำหนดสัดส่วนค่าโดยสารขนส่งสาธารณะไม่เกิน 10% ของรายได้ขั้นต่ำ หรือไม่ควรเกิน 40 บาทต่อวัน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้จริงและทั่วถึง การบังคับใช้ พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางด้วยบัตรใบเดียวและลดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน รวมถึงการจัดตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะระดับจังหวัด
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐทบทวนการใช้งบประมาณขยายถนน โดยเฉพาะการสร้างทางด่วน 2 ชั้นเพิ่มเติมอีก แต่ให้นำงบประมาณมาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะคุณภาพสูงที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมแทน ซึ่งการลงทุนก่อสร้างขนาดใหญ่ยังซ้ำเติมปัญหาในเรื่องฝุ่น PM2.5 ให้กระทบสุขภาพของประชาชนมากขึ้น
สำหรับต่างจังหวัด มีข้อเสนอเพิ่มเติมในเรื่อง การพัฒนารถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า (EV Bus) ในระดับจังหวัด การกระจายอำนาจให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีบทบาทจัดบริการขนส่งสาธารณะ ควบคู่การจัดตั้งกองทุนรถโดยสารสาธารณะจากภาษีล้อเลื่อน การสนับสนุนสวัสดิการค่าโดยสารสำหรับกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ เด็ก และคนพิการ รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถทัศนศึกษาและการเดินทางของเด็กอย่างเป็นระบบ
เวทีดีเบตพรรคการเมือง ชี้ชะตานโยบายขนส่งเมืองใหญ่
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้จัดเวทีดีเบตใหญ่ “ขนส่งไร้รอยต่อกรุงเทพ : อนาคตที่ทุกคนเลือกได้” โดยเชิญตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ มาประชันวิสัยทัศน์ในเรื่องขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าพรรคไหนจะกล้าลุกขึ้นมาคุ้มครองผู้บริโภค และพร้อมรื้อสัญญาสัมปทานที่เอื้อประโยชน์ให้ภาคเอกชนมากกว่าประชาชน
ทั้งนี้ ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและผู้บริโภคร่วมติดตาม เวทีดีเบตใหญ่ “ขนส่งไร้รอยต่อกรุงเทพ : อนาคตที่ทุกคนเลือกได้” ในวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ โรงแรมไอบิส สไตล์ กรุงเทพ รัชดา หรือรับชมการถ่ายทอดผ่านเฟซบุ๊ก “สภาองค์กรของผู้บริโภค” และ The Reporters ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานได้ที่ลิงก์กูเกิ้ลฟอร์มนี้ https://forms.gle/2LjSrk44pubvboBf9
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
เปิดเวทีพบพรรคการเมือง ดันงานคุ้มครองผู้บริโภค เปิดโอกาสไทยเป็นสมาชิก OECD



