| Getting your Trinity Audio player ready... |

การดีเบต “ขนส่งไร้รอยต่อกรุงเทพฯ” สะท้อนจุดยืนร่วมของ 4 พรรคการเมืองใหญ่ ที่เห็นพ้องผลักดันระบบตั๋วร่วม ลดภาระค่าเดินทางของประชาชน ควบคู่การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการขนส่งสาธารณะ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อพัฒนาเมืองที่เข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
วันที่ 23 มกราคม 2569 สภาผู้บริโภคจัดเวทีสภาผู้บริโภคพบพรรคการเมือง ดีเบตนโยบาย “ขนส่งไร้รอยต่อกรุงเทพ : อนาคตที่ทุกคนเลือกได้” เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบาย และเสริมบทบาทผู้บริโภคในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางนโยบายด้านขนส่งสาธารณะทุกคนขึ้นได้ และการพัฒนาเมืองที่เป็นธรรม ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้พรรคการเมืองพัฒนานโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยมี 4 ตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค ระบุว่า สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบขนส่งสาธารณะไทยที่ขาดการเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกัน แม้มีโครงข่ายรถไฟฟ้าหลายสาย แต่กลับไม่เอื้อต่อการเดินทางจริงของประชาชน เกิด “รอยต่อ” ที่สร้างภาระทั้งค่าใช้จ่ายและความไม่ปลอดภัย ขณะเดียวกัน ระบบสัมปทานและการกำกับดูแลที่ยึดตามเอกสารมากกว่าความเป็นจริงในพื้นที่ ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะของท้องถิ่น โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ประชาชนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการขั้นพื้นฐาน ต้องพึ่งพารถส่วนตัวหรือรถจักรยานยนต์ ส่งผลต่อหนี้ครัวเรือน คุณภาพชีวิต และความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง
บุญยืน ย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายประเทศ พร้อมเรียกร้องให้พรรคการเมืองเสนอ “นโยบายขนส่งสาธารณะ” ที่มองภาพรวมทั้งประเทศ มีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมความเป็นธรรมด้านค่าโดยสาร การเข้าถึงของกลุ่มเปราะบาง และการลดการพึ่งพารถส่วนตัว
“ที่ผ่านมาการดำเนินการเรื่องขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องของรัฐบาลกับเอกชน โดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เรียกว่า ‘คนออกนโยบายไม่ได้ใช้ คนที่ใช้ไม่ได้ร่วมออกนโยบาย’ สัญญาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้คำนึงประโยชน์และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้รัฐจะมีนโยบายที่ชัดเจน และเห็นความสำคัญของประชาชนทุกกลุ่ม” บุญยืนกล่าว

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอเชิงนโยบายรื่องการกำหนดสัดส่วนค่าโดยสารขนส่งสาธารณะไม่เกิน 10% ของรายได้ขั้นต่ำ หรือกำหนดเพดานไม่เกิน 40 บาทต่อวัน นอกจากเรื่องราคาแล้ว ความครอบคลุมของระบบขนส่งก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยสภาผู้บริโภคมองว่าประชาชนควรเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะในระยะ 500 เมตร เมื่อก้าวเท้าออกจากบ้าน เพิ่มจำนวนรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ให้เพียงพอ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องโครงการก่อสร้างถนนและทางด่วนที่ไม่จำเป็น โดยสภาผู้บริโภคมีข้อเสนอในเรื่องการเปลี่ยนงบประมาณที่จะขยายถนน สร้างทางด่วน อุโมงค์ หรือโครงการต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นมาเป็นงบในการส่งเสริมและพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ลดอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องการจราจร และปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง
อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันอย่างจริงจังคือ การบังคับใช้พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะอย่างไร้รอยต่อ ให้ประชาชนสามารถเดินทางด้วยบัตรใบเดียว ลดภาระค่าแรกเข้าและค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระด้านค่าครองชีพและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของผู้บริโภคในระยะยาว
สุดท้ายคือการจัดตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะในระดับจังหวัด โดยกำหนดสัดส่วนการใช้เงินอุดหนุนจากภาษีล้อเลื่อน เพื่อสร้างความยั่งยืนในการบริหารจัดการระบบขนส่งในระยะยาว และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการระหว่างพื้นที่ และเร่งพัฒนารถโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) ในระดับจังหวัด ควบคู่กับการกระจายอำนาจให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีบทบาทเป็นเจ้าภาพในการจัดบริการขนส่งสาธารณะอย่างแท้จริง ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถทัศนศึกษาและการเดินทางของเด็กให้เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้การเดินทางเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ พรรคประชาชน กล่าวถึงนโยบายการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเขตกรุงเทพฯ โดยระบุว่าเนื่องจากผังเมืองของกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะเป็นตรอก ซอก ซอย พรรคประชาชนจึงมีนโยบายเรื่องการอุดหนุนรถเมล์มากกว่ารถไฟฟ้า พร้อมผลักดันการบูรณาการทั้งสองระบบเข้าด้วยกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ โดยเสนอการนำ “นาโนบัส” หรือรถขนส่งขนาดเล็กมาใช้ให้สอดรับกับผังเมืองกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะเป็นซอยย่อยจำนวนมาก เพื่อทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบขนส่งหลักอย่างเป็นระบบ พร้อมผลักดันค่าโดยสารร่วมในช่วง 8 – 45 บาท เพื่อให้ประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะได้จริงในชีวิตประจำวัน
ในประเด็นการกระจายอำนาจด้านขนส่ง พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการจัดตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะระดับจังหวัด และการเพิ่มบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเตรียมนำร่างพระราชบัญญัติกระจายอำนาจด้านขนส่งที่เคยถูกปัดตก กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดเส้นทางและจัดสรรงบประมาณด้านขนส่งให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
สำหรับการบริหารจัดการสัมปทานรถไฟฟ้า นายสุรเชษฐ์ระบุว่า นโยบายของพรรคต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยในพ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดให้การอุดหนุนต้องไม่สร้างภาระเกินสมควรต่อรัฐ พรรคมีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปแตะสัญญาสัมปทานเดิม แต่จะพิจารณาการอุดหนุนอย่างรอบคอบทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดภาระงบประมาณระยะยาว พร้อมคัดค้านโครงการทางด่วนสองชั้นที่มองว่าไม่มีความจำเป็น ซ้ำซ้อนกับโครงสร้างเดิม และอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุ
สำหรับเรื่องรถรับส่งนักเรียนมองว่าต้องพัฒนาทั้งมาตรฐานรถ คน และระบบการกำกับดูแล พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างจริงจัง และใช้บทเรียนจากอุบัติเหตุที่ผ่านมาในการปรับปรุงนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ทั้งนี้ สำหรับเรื่องการพัฒนาคุณภาพตัวรถเสนอให้นำนาโนบัสมาใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนด้วยเช่นกัน

อนุชา บูรพชัยศรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงแนวทางนโยบายขนส่งสาธารณะ โดยย้ำผลงานที่ได้ดำเนินการแล้วในรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง ด้วยอัตราค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย 40 บาทต่อวันสำหรับประชาชนทั่วไป และ 30 บาทต่อวันสำหรับนักเรียนและนักศึกษา พร้อมเดินหน้าระบบตั๋วร่วมโดยเน้นความโปร่งใส กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนของเอกชนก่อนการเจรจา และใช้งบอุดหนุนอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับประชาชนในต่างจังหวัด หากเอกชนไม่ให้ความร่วมมือ เสนอให้ใช้กฎหมายบังคับเข้าสู่ระบบตั๋วร่วม และใช้เงินจากกองทุนตั๋วร่วมช่วยปรับปรุงระบบก่อนให้เอกชนทยอยคืนภายหลัง
ในประเด็นการกระจายอำนาจ พรรคภูมิใจไทยเสนอให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการขนส่งสาธารณะ โดยเห็นว่ากฎหมายปัจจุบันมีความพร้อมแล้ว แต่อุปสรรคสำคัญคือข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงเสนอรูปแบบสนับสนุนงบ “คนละครึ่ง” ระหว่างรัฐบาลกลางและท้องถิ่น พร้อมกำหนดให้ท้องถิ่นต้องศึกษาความคุ้มค่า จำนวนผู้โดยสาร และจัดทำประชาพิจารณ์ร่วมกับสภาผู้บริโภคในพื้นที่ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของโครงการอย่างรอบคอบและโปร่งใส รวมถึงเสนอปรับกระบวนการทำงานภาครัฐเป็นแบบล่างขึ้นบน รับฟังปัญหาจากพื้นที่จริง แทนการอาศัยรายงานจากบริษัทที่ปรึกษาเพียงอย่างเดียว
สำหรับโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 พรรคภูมิใจไทยเสนอให้ทบทวนทั้งโครงการและบทบาทของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยเห็นว่าควรมุ่งพัฒนามอเตอร์เวย์ระหว่างเมืองแทนการสร้างทางด่วนในเขตเมืองที่กระทบชุมชน พร้อมยืนยันจุดยืนคัดค้านทางด่วนสองชั้น และให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัย โดยเสนอให้หยุดก่อสร้างหรือยกเลิกสัญญาทันทีหากเกิดอุบัติเหตุ ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาที่ฝ่าฝืนมาตรฐาน ยกระดับความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนและรถทัศนศึกษา ด้วยการปลดระวางรถหมดอายุ เลิกใช้รถบัสสองชั้น และย้ำหลัก “กฎคือกฎ” ในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม

สกลธี ภัททิยกุล พรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอนโยบายขนส่งสาธารณะโดยเสนออัตราค่าโดยสารแบบโซนนิ่ง (Zoning) 5 – 30 บาทต่อเที่ยว ตามระยะทางและพื้นที่การเดินทาง คล้ายระบบในกรุงโซลและลอนดอน เพื่อให้ “นั่งน้อยจ่ายน้อย นั่งมากจ่ายมาก” พร้อมจัดสรรงบอุดหนุนรวม 8,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะแบ่งเป็นรถไฟฟ้า 6,000 ล้านบาท และรถเมล์ 2,000 ล้านบาท โดยย้ำหลักการไม่ใช้งบประมาณรัฐเกินความจำเป็น
ในประเด็นสัมปทานรถไฟฟ้า นายสกลธีระบุว่า พรรคมีจุดยืนไม่ซื้อคืนสัมปทาน เนื่องจากมีต้นทุนการซื้อคืนสูง แต่พร้อมเจรจาปรับเงื่อนไขเพื่อมุ่งสู่ระบบตั๋วร่วม นอกจากนี้ยังมีนโยบายเรื่องการอุดหนุนงบ 20,000 ล้านบาทให้ ขสมก. เพื่อจัดซื้อรถเมล์ 2,500 คัน และรถฟีดเดอร์อีก 1,000 คัน
สำหรับขนส่งต่างจังหวัด พรรคประชาธิปัตย์ ยังเสนอจัดตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะ 10,000 ล้านบาท นำร่องใน 10 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความต่อเนื่อง หลังเอกชนถอนตัวเมื่อขาดทุน โดยเสนอรูปแบบการอุดหนุนและจ้างเดินรถในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะมีบริการรถโดยสารอย่างต่อเนื่อง พร้อมทดลองงบเดินรถเมล์ทั่วประเทศใน 10 จังหวัดที่มีศักยภาพ เช่น เมืองท่องเที่ยวหรือเมืองรอง ก่อนขยายผลในระยะต่อไป
ขณะที่ประเด็นเรื่องรถรับส่งนักเรียน มองว่าควรเป็นบริการสาธารณะที่รัฐกำกับดูแล พร้อมกำหนดมาตรฐานรถ คนขับ และอุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางลดอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาวิเคราะห์สาเหตุอุบัติเหตุ เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างถนนและพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนอย่างตรงจุด

ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันแนวทาง “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ไม่จำกัดจำนวนสายที่เปลี่ยนในการเดินทางหนึ่งครั้ง ควบคู่กับรถเมล์ราคา 10 บาททุกเส้นทาง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบได้จริง พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบฟีดเดอร์ที่เชื่อมต่อรถไฟฟ้า โดยมุ่งเน้น 3 มิติหลัก คือ ราคา กายภาพ และเส้นทาง ขณะนี้อยู่ระหว่างนำร่องรถเมล์ฟีดเดอร์ 20 เส้นทาง เช่น ถนนอุดมสุข ที่เชื่อมรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีเหลือง พร้อมผลักดันระบบตั๋วร่วมและการบริหารสัมปทาน โดยรัฐจะทำหน้าที่ควบคุมราคาและใช้กองทุนตั๋วร่วมสนับสนุนเอกชนในการปรับระบบเข้าสู่มาตรฐาน เพื่อแลกกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้โดยสาร โฆษณา และการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์
ในประเด็นการกระจายอำนาจ พรรคเพื่อไทยเสนอให้ทบทวนกฎหมายและกฎกระทรวงที่เป็นอุปสรรค เพื่อเปิดทางให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสามารถจัดเดินรถขนส่งสาธารณะได้ด้วยตนเอง ไม่จำกัดเฉพาะเอกชน พร้อมเสนอรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลกลางและท้องถิ่นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน ซึ่งเป็นโมเดลที่เคยใช้ในโครงการพัฒนาระดับจังหวัดมาก่อน เช่น กรณีจังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทบทวนและเพิกถอนสัมปทานที่เอกชนถือครองแต่ไม่ดำเนินการเดินรถ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้ามาดำเนินการแทน
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการพัฒนาขนส่งสาธารณะต้องเชื่อมโยงกับผังเมืองและความปลอดภัย โดยจะทบทวนโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 บนฐานความคุ้มค่า ผลกระทบทางสังคม และปัญหาการจราจรอย่างรอบด้าน พร้อมปรับปรุงโครงสร้างกายภาพตามแนวคิดระบบขนส่งเพื่อทุกคน (Universal design) และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งงานก่อสร้าง ระบบราง และการเดินรถ โดยเฉพาะรถรับส่งนักเรียนที่ต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ การตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติด การติดตั้งจีพีเอสและกล้อง รวมถึงความรับผิดชอบร่วมของสถานศึกษา
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ดีเดย์ 23 ม.ค. ท้าชน 4 พรรค แก้ปม ขนส่งสาธารณะ แพง – เหลื่อมล้ำ



