Ribbon

เงินกู้ 2 แสนล้าน พลิกโฉมพลังงานไทย แต่ประชาชนได้อะไร?

Getting your Trinity Audio player ready...
เงินกู้ 2 แสนล้าน พลิกโฉมพลังงานไทย แต่ประชาชนได้อะไร?

ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลไทยประกาศใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อน “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ซึ่งอาจกำหนดอนาคตพลังงานของประเทศ

แต่เงินก้อนนี้จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้จริง หรือจะกลายเป็นเพียงโครงการขนาดใหญ่ที่ไร้เป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน นี่คือคำถามสำคัญที่ ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ชวนตั้งข้อสังเกตต่อรัฐบาล

เงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ปลายทางยังไม่ชัด

เงินกู้ 2 แสนล้าน พลิกโฉมพลังงานไทย แต่ประชาชนได้อะไร?

ผศ.ประสาท ระบุว่า การกู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของรัฐบาลในครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจ 2 ข้อ คือ 1) รัฐบาลมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วหรือไม่ ว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังพูดถึงนั้นต้องการนำประเทศไปสู่จุดใด และจะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศได้มากน้อยเพียงใด และ 2) ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการใช้เงินก้อนนี้หรือไม่

“รัฐบาลบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่การพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ดี แต่รายละเอียดไม่มี เปลี่ยนอย่างไร วัดผลอย่างไร และประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร เรายังไม่เห็นคำตอบ” ผศ.ประสาท กล่าว

ผศ.ประสาทยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้พระราชกำหนดกู้เงินจะมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่จนถึงกลางเดือนมิถุนายน รัฐบาลยังไม่สามารถระบุโครงการที่จะใช้งบประมาณดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ

ผศ.ประสาท อธิบายว่า ในทางวิชาการ คำว่า “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนรถราชการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการปรับโครงสร้างระบบพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่รูปแบบการผลิตไฟฟ้า เชื้อเพลิงที่ใช้ การกระจายอำนาจการเป็นเจ้าของพลังงาน ตลอดจนระบบสายส่งและการมีส่วนร่วมของประชาชน

เป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คือ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานได้ในเวลาเดียวกัน

ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกใน คือ ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ในการผลิตไฟฟ้า โดยปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากกว่า 50% ของกำลังผลิตทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงประมาณ 21% ขณะเดียวกัน ประเทศไทยใช้พลังงานหมุนเวียนเพียงประมาณ 14% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ในขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ประมาณ 34%

นั่นหมายความว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือราคาพลังงานโลกผันผวน ไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าหลายประเทศ

ข้อมูลจากระบบข้อมูลการค้าระหว่างประเทศแบบบูรณาการ (World Integrated Trade Solution : WITS) เป็นฐานข้อมูลการค้าระหว่างประเทศที่พัฒนาโดย ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า สะท้อนว่า ในปี 2567 ไทยเป็นผู้นำเข้า LNG อันดับ 8 ของโลก ทั้งที่ขนาดเศรษฐกิจของประเทศอยู่อันดับ 31 ของโลก ค่าใช้จ่ายนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นจากประมาณ 100,000 ล้านบาทก่อนสงครามรัสเซีย – ยูเครน เป็นกว่า 270,000 ล้านบาท และอาจเพิ่มขึ้นแตะ 340,000 ล้านบาท หากราคายังอยู่ในระดับปัจจุบัน

เงินกู้ 2 แสนล้านควรใช้เพื่อลดการนำเข้าพลังงาน

ในมุมมองของ ผศ.ประสาท ตัวชี้วัดสำคัญที่สุดของการใช้เงินกู้ก้อนนี้ คือ การลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ LNG รัฐบาลควรประกาศให้ชัดเจนว่า เงินลงทุน 200,000 ล้านบาท จะช่วยลดการนำเข้าได้กี่เปอร์เซ็นต์ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศได้เท่าใด และประชาชนจะได้รับประโยชน์ในรูปแบบใด

เพราะเงินก้อนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายของรัฐ แต่เป็นหนี้สาธารณะที่คนรุ่นหลังต้องร่วมกันรับภาระชำระคืนพร้อมดอกเบี้ย

“รัฐต้องตอบให้ได้ว่ากู้มาแล้วจะลดการพึ่งพาต่างชาติได้เท่าไร ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการกู้หรือไม่ และประชาชนได้อะไรกลับคืนมา” ผศ.ประสาทกล่าว

EV ต้องตอบโจทย์การลดต้นทุนประเทศ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรถราชการ

ส่วนกรณีที่มีแนวคิดนำงบประมาณไปใช้เปลี่ยนรถราชการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ผศ.ประสาท เห็นว่าควรพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบด้าน เนื่องจากรถประจำตำแหน่งหรือรถราชการหลายประเภทมีอัตราการใช้งานค่อนข้างต่ำ ขณะที่หากต้องการลดการใช้น้ำมันอย่างรวดเร็ว ควรมุ่งเป้าไปยังกลุ่มยานพาหนะที่ใช้งานหนักและวิ่งระยะทางสูง เช่น รถขนส่ง รถไปรษณีย์ รถโดยสารสาธารณะ หรือรถจักรยานยนต์รับจ้าง แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดการใช้น้ำมันและสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วกว่า

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ การพัฒนาโครงการโซลาร์ชุมชนที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง โดย ผศ.ประสาท ยกตัวอย่างหลายประเทศที่รัฐสนับสนุนเงินทุนให้ชุมชนลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยตนเอง ทำให้รายได้จากการขายไฟฟ้ากลับคืนสู่คนในพื้นที่

ต่างจากแนวทางของรัฐบาลที่ใช้ชื่อว่า “โซลาร์ชุมชน” ซึ่งผลประโยชน์ส่วนใหญ่กลับตกอยู่กับกลุ่มทุนเอกชน ขณะที่ชุมชนเป็นเพียงพื้นที่ตั้งโครงการเท่านั้น

เงินกู้ 200,000 ล้านบาท อาจเป็นโอกาสสำคัญในการปรับโครงสร้างพลังงานไทยให้มีความมั่นคงมากขึ้น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ก่อนที่จะเดินหน้าใช้เงิน รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดเผยเป้าหมาย แผนงาน ตัวชี้วัด และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างโปร่งใส เพราะหากขาดความชัดเจน เงินกู้ก้อนมหาศาลนี้อาจไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่แท้จริงได้ และสุดท้ายภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีและผู้ใช้พลังงานของประเทศ


Thailand Natural gas, liquefied imports by country in 2021