| Getting your Trinity Audio player ready... |

5 ปีแห่งการต่อสู้ของสภาผู้บริโภค นำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ เปิดคำถามใหญ่ถึงมติสำคัญที่ผ่านมา โดยเฉพาะการควบรวมโทรคมนาคม และอนาคตการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค
17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหา คณกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ชี้ว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จนถือว่าสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. มติดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการสิ้นสุดสถานะของประธาน กสทช. เท่านั้น
แต่สำหรับสภาผู้บริโภค นี่คือจุดหมายของการต่อสู้ที่ดำเนินมาเกือบ 5 ปี เพื่อเรียกร้องให้ระบบกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมกลับมายืนอยู่บนหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และการคุ้มครองผู้บริโภค มากกว่าการคุ้มครองโครงสร้างตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่
ตลอดช่วงเวลาที่ นพ.สรณ ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. สภาผู้บริโภคไม่ได้เคลื่อนไหวเฉพาะกรณีคุณสมบัติของประธาน กสทช. แต่ได้ติดตาม ตรวจสอบ และใช้กลไกทางกฎหมายคัดค้านมติสำคัญหลายเรื่อง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค
ย้อนจุดเริ่มต้น กสทช. ชุดใหม่ กับความหวังที่ไม่เป็นจริง
หลังวุฒิสภามีมติเห็นชอบกรรมการ กสทช. ชุดใหม่ในช่วงปลายปี 2564 และ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้รับเลือกเป็น ประธาน กสทช. ในช่วงต้นปี 2565 หลายฝ่ายคาดหวังว่าองค์กรกำกับดูแลจะเข้ามาปฏิรูปตลาดโทรคมนาคมที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
แต่เพียงไม่กี่เดือนหลังเริ่มปฏิบัติหน้าที่ กสทช. ต้องเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญที่สุด คือ การควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค
วันที่ 20 ตุลาคม 2565 กสทช. มีมติในการประชุมนัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 “รับทราบ” การรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค พร้อมกำหนดมาตรการเฉพาะ 22 ข้อ แทนการมีมติอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ควบรวมกิจการ สำหรับสภาผู้บริโภค มติดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย จากตลาดที่มีผู้ให้บริการหลัก 3 ราย กลายเป็นตลาดที่เหลือการแข่งขันเพียง 2 กลุ่มธุรกิจ
สภาผู้บริโภคเตือนตั้งแต่ต้นว่า เมื่อการแข่งขันลดลง ผลกระทบย่อมตกอยู่กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โปรโมชั่นราคาประหยัดทยอยหายไป ทางเลือกของผู้บริโภคลดลง และทำแรงจูงใจในการแข่งขันด้านคุณภาพบริการลดลง
ต่อมาหลังการควบรวม สภาผู้บริโภคติดตามพบว่า มาตรการเฉพาะที่ กสทช. กำหนดไว้จำนวน 22 ข้อ ไม่ได้รับการกำกับติดตามอย่างเข้มงวด จนเกิดข้อร้องเรียนเรื่องคุณภาพสัญญาณ แพ็กเกจราคาประหยัด และการแข่งขันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
จากการคัดค้าน สู่การฟ้องศาลปกครอง
เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังมติดังกล่าว วันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอเพิกถอนมติ กสทช. พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยมีเหตุผลสำคัญที่ยื่นฟ้อง ได้แก่
- กสทช. ไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเพียงพอก่อนออกมติ
- การใช้เสียงชี้ขาดของประธาน กสทช. ถูกตั้งข้อสังเกตว่าขัดต่อข้อบังคับการประชุม
- มติรับทราบการควบรวมอาจขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งป้องกันการผูกขาดในกิจการโทรคมนาคม
ต่อมา ศาลปกครองกลางรับฟ้องคดี ทำให้คดีนี้กลายเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่สุดของการคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย แม้ท้ายที่สุดศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องในปี 2568 แต่ข้อถกเถียงเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กสทช. และผลกระทบต่อการแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป
ปี 2566 การควบรวมอินเทอร์เน็ตบ้าน
หลังจากนั้น เพียงหนึ่งปี วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 กสทช. ยังมีมติเปิดทางให้เกิดการควบรวมกิจการอินเทอร์เน็ตบ้าน ระหว่าง AIS Fibre กับ 3BB
สภาผู้บริโภคเห็นว่า นี่คือการควบรวมครั้งที่สองในตลาดโทรคมนาคมภายในเวลาเพียงหนึ่งปี ส่งผลให้ทั้งตลาดโทรศัพท์มือถือและตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านมีการกระจุกตัวของผู้ประกอบการมากขึ้น และสะท้อนปัญหาการกำกับดูแลการแข่งขันที่อ่อนแอลงอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคยังติดตามการทำงานของ กสทช. ในอีกหลายประเด็น เช่น
- การยื่นฟ้องหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ปี 2568 ที่เห็นว่าเอื้อผู้ประกอบการรายใหญ่
- การตรวจสอบการใช้เงินกองทุน กทปส. 600 ล้านบาท เพื่อถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งประชาชนจำนวนมากกลับไม่สามารถรับชมได้อย่างทั่วถึง
- การเรียกร้องให้เร่งกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT และภัยออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ SMS หลอกลวง และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- การติดตามโรดแมปทีวีดิจิทัล เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก่อนใบอนุญาตจะทยอยสิ้นสุดในปี 2572
นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสภาผู้บริโภค เคยย้ำหลายครั้งว่า การกำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคมต้องยึด “ประโยชน์ของประชาชน” เป็นศูนย์กลาง มิใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องแบกรับต้นทุนของโครงสร้างตลาดที่ขาดการแข่งขัน
ถึงเวลาปฏิรูป กสทช. เพื่อผู้บริโภค
มติ 17 กรกฎาคม 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบครั้งใหม่เมื่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย คำถามสำคัญจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การพ้นจากตำแหน่งของประธาน กสทช. แต่นำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ มติสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งประธาน กสทช. มีส่วนร่วมในการลงมติ จะได้รับผลกระทบทางกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะมติที่มีผลต่อโครงสร้างการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม
สภาผู้บริโภคเห็นว่า ประเด็นนี้ต้องได้รับคำตอบจากกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ใช่เพื่อสร้างความปั่นป่วน แต่เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับระบบกำกับดูแล และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน
บทเรียนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บุคคลเพียงคนเดียว แต่คือโครงสร้างการกำกับดูแลที่ยังขาดกลไกตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในยุคที่บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์ม OTT ปัญญาประดิษฐ์ และบริการดิจิทัลจากทั่วโลกกำลังหลอมรวมเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตประจำวัน การมีองค์กรกำกับดูแลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ความสำคัญกับสิทธิผู้บริโภค จึงมีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคย
คำถามที่สังคมควรช่วยกันหาคำตอบต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงว่า ใครจะเป็นประธาน กสทช. คนใหม่ แต่คือ กสทช. จะได้รับการปฏิรูปอย่างไร เพื่อให้การตัดสินใจทุกครั้งตั้งอยู่บนหลักการแข่งขันที่เป็นธรรม การคุ้มครองผู้บริโภค และสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
วัดใจ กก.สรรหา ชี้ขาดคุณสมบัติ ประธาน กสทช. เปิดทางคนที่ดีกว่า มาทำหน้าที่
มติ 4:0 ชี้ “นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม” เร่งหน่วยงานดำเนินการตามขั้นตอน
ด่วน! มติเอกฉันท์ “นพ.สรณ” มีลักษณะต้องห้าม หลุดเก้าอี้ประธาน กสทช.



