| Getting your Trinity Audio player ready... |

สถานการณ์ฝุ่นควันพิษพุ่งเกินค่ามาตรฐาน กระทบสุขภาพคนไทย ชี้เป็นปัญหาโครงสร้างระยะยาว เร่ง พ.ร.บ.อากาศสะอาดคุ้มครองสิทธิประชาชน
ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์สถานการณ์แนวโน้มฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ โดยอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ชี้ปัญหาฝุ่นพิษกลายเป็นปัญหาโครงสร้างที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง สภาผู้บริโภคเสนอทุกพรรคการเมือง เร่งผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาดคุ้มครองสิทธิขึ้นพื้นฐานประชาชน
มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศในปัจจุบันไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวหรือเกิดเป็นฤดูกาลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ปัญหาโครงสร้าง” ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยที่ทับซ้อนกัน ได้แก่ การเผาในภาคเกษตรและพื้นที่ป่า ระบบคมนาคมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล กิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมที่ขาดการควบคุมอย่างเข้มงวด และการจัดการในเชิงนโยบายที่แยกส่วนและขาดกลไกการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ
“ที่ผ่านมา เราแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังไม่จัดการที่ต้นเหตุ ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า สิ่งที่สภาผู้บริโภคเห็นชัดคือ แนวโน้มความถี่และความรุนแรงของปัญหาฝุ่นควันเพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคเรื้อรัง ขณะเดียวกันก็สร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ และผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน” มลฤดี กล่าว
ผู้ป่วยพุ่ง 10 ล้านคนต่อปี
ในปี 2568 กรมการแพทย์เปิดเผยข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศมีผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคน ยังไม่รวมผู้ที่เข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกเอกชน โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ รองลงมากลุ่มโรคผิวหนัง ผื่นคัน และระบบตา ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งผู้ป่วยบางรายที่มีโรคเรื้อรังอยู่แล้วอาจต้องเผชิญภาวะแทรกซ้อนรุนแรงขึ้น เช่น หอบหืดกำเริบหรือปอดอักเสบ
นอกจากนี้ การสัมผัส PM2.5 บ่อยครั้งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น โรคมะเร็งปอด และส่งผลให้รัฐบาลและภาคครัวเรือนต้องแบกรับค่ารักษาพยาบาล ทั้งในระบบสาธารณสุขและครัวเรือนมากขึ้น ซึ่งภาระนี้กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่นับวันยิ่งสูงขึ้นสำหรับผู้บริโภค
นอกจากนี้ จากงานวิจัยโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่าฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล จากการศึกษาของวิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยสูงถึง 2.17 ล้านล้านบาท/ปี เฉพาะครัวเรือนในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีค่าความเสียหายต่อครัวเรือน 4.36 แสนล้านบาท/ปี
โดยการประมาณการครอบคลุมต้นทุนเพื่อสุขภาพและผลกระทบต่อผลิตภาพรวมของประเทศ ซึ่งรวมถึงการขาดรายได้จากแรงงานที่ป่วยและการลดทอนศักยภาพของกำลังแรงงาน ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น ภาคบริการและการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบจากภาพลักษณ์มลพิษที่เลวร้าย ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวชะลอแผนการเดินทางและลดการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการในระดับท้องถิ่นและของประเทศทั้งระบบ
เสนอแผนดูแลสุขภาพเชิงรุก
มลฤดี กล่าวว่า จากวิกฤตฝุ่นพิษที่เกิดขึ้น สภาผู้บริโภคเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการเชิงรุกในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อดูแลสุขภาพคนไทย โดยมาตรการระยะสั้น ควรจัดให้มีระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ทุกกลุ่ม สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การคัดกรองและดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควัน กำหนดมาตรการทำงาน–เรียนจากที่บ้าน เมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน
นอกจากนี้ รัฐควรยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยเฉพาะโรคที่มีความเชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศโดยตรง เช่น มะเร็งปอด โดยให้บรรจุ สิทธิประโยชน์การตรวจคัดกรองมะเร็งปอด (เช่น การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเข้มต่ำ) ให้ครอบคลุม ทุกสิทธิการรักษา ได้แก่ บัตรทอง ประกันสังคม และข้าราชการ โดยเริ่มจากกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่อาศัยในพื้นที่มลพิษสูง ผู้สูงอายุ ผู้มีประวัติสูบบุหรี่ หรือผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ
“เมื่อรัฐยังไม่สามารถควบคุมคุณภาพอากาศให้ปลอดภัยได้ ประชาชนยิ่งต้องได้รับการคุ้มครองด้านสุขภาพอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ไม่ควรเกิดความเหลื่อมล้ำจากระบบสิทธิการรักษา การเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปอด ถือเป็นสิทธิด้านสุขภาพขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค” มลฤดี ระบุ
หนุนพรรคการเมืองเร่งพ.ร.บ.อากาศสะอาด
นอกจากนี้ ภาครัฐควรเร่งแก้ปัญหาที่คำนึงถึงบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น พื้นที่เกษตร สนับสนุนทางเลือกแทนการเผา และมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจ พื้นที่เมือง ลดแหล่งกำเนิดมลพิษจากยานพาหนะ ส่งเสริมขนส่งสาธารณะและ พื้นที่ป่าและชายแดน ควรส่งเสริมความร่วมมือข้ามพื้นที่และข้ามประเทศ
“การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการคุณภาพอากาศ จะทำให้การแก้ปัญหาตรงจุดและยั่งยืนมากขึ้น” มลฤดี กล่าว
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค มีข้อเสนอในระยะยาว โดยเร่งผลักดันพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และควรเป็นวาระสำคัญของพรรคการเมืองทุกพรรค เพราะพ.ร.บ.อากาศสะอาดจะเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองประชาชนใน 4 มิติหลัก
- คุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ
กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่อิงกับผลกระทบต่อสุขภาพ ไม่ใช่เพียงความเหมาะสมทางเศรษฐกิจหรือความสะดวกของผู้ประกอบการ - สร้างความรับผิดชอบที่ชัดเจน
ระบุหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานกำกับ และผู้ก่อมลพิษอย่างเป็นรูปธรรม ลดปัญหาการโยนความรับผิดชอบกันระหว่างหน่วยงาน - เปิดทางการเยียวยาและการเข้าถึงความยุติธรรม
ประชาชนสามารถใช้กฎหมายเป็นฐานในการร้องเรียน ฟ้องร้อง หรือเรียกร้องการเยียวยา เมื่อได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ - ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ
เชื่อมโยงการควบคุมมลพิษกับระบบสาธารณสุข เช่น สิทธิการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดในทุกสิทธิการรักษา เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้รับการดูแลก่อน
“พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ใช่แค่กฎหมายสิ่งแวดล้อม แต่คือกฎหมายคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการหายใจอากาศที่สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพ ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรค ผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นวาระเร่งด่วนระดับประเทศ ให้ความสำคัญกับหลักการผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ และที่สำคัญต้องบฟังเสียงประชาชนและผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางของการออกแบบกฎหมาย” มลฤดี กล่าวทิ้งท้าย
ข้อมูลอ้างอิง



