| Getting your Trinity Audio player ready... |

รสนาเร่งรัฐบาลคุมเพดานค่าการกลั่น 2 บาท แก้น้ำมันแพง เสนอปรับโครงสร้างราคาให้เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนจริง ลดภาระผู้บริโภค
จากกรณีตัวเลข “ค่าการกลั่น” น้ำมันในประเทศไทย หลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง พุ่งสูงขึ้นถึง 7 – 17 บาทต่อลิตร จากช่วงสภาวะปกติค่าการกลั่นจะอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันที่กลั่นในปัจจุบันยังเป็นสต็อกเก่า เป็นคำถามสำคัญถึง “โครงสร้างราคาน้ำมันไทย” ว่ามีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคเพียงใด
รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ชี้ชัดว่า “ค่าการกลั่น” กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่รัฐต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง
จี้รัฐคุม ค่าการกลั่น 2 บาท/ลิตร

“ค่าการกลั่นเฉลี่ยช่วงเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 7.23 บาทต่อลิตร ไม่ใช่เรื่องปกติ” รสนากล่าวพร้อมอธิบายว่า ค่าการกลั่นคือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบและราคาตลาดของน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นได้ทุกชนิด ซึ่งควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น ไม่ใช่เป็นช่องทางสร้างกำไรเกินควรในช่วงวิกฤต หากรัฐบาลปล่อยให้มีการขึ้นราคาไปเรื่อย ๆ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน
“ในขณะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น แต่โรงกลั่นกลับได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น เราต้องถามว่าแบบนี้เป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่” รสนาตั้งคำถาม
รสนา เสนอว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐควรมีมาตรการเชิงรุกมากกว่าการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงลำพัง สิ่งที่รัฐบาลทำได้ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ปตท. ที่มีหุ้นใหญ่ในโรงกลั่น 4 โรงจาก 6 โรง คือกำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาทต่อลิตร และนำส่วนต่างของค่าการกลั่นไปลดราคาหน้าโรงกลั่น เช่น วันที่ 2 เมษายน 2569 ค่าการกลั่นอยู่ที่ 13.91 บาทต่อลิตรเมื่อกำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาท ให้นำค่าการกลั่นส่วนเกิน 11.91 บาทมาลดราคาหน้าโรงกลั่นทุกชนิดลงทันที
การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรม เพราะจะเป็นการลดลาภลอยจากค่าการกลั่นที่สูงเกินจริง ซึ่งส่งผลให้กองทุนน้ำมันต้องนำเงินชดเชยมากเกินไป ซึ่งคือหนี้ของประชาชนที่ต้องจ่ายคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย หากมีการกู้เงินมาให้กองทุนน้ำมันชดเชยราคาแบบไม่รู้จบ
คือการประกาศให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาท หากทำเช่นนี้ส่วนต่าง 5 บาทที่หายไป จะช่วยทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงลด 5 บาททันที
น้ำมันสต็อกเก่า แต่ราคาใหม่
รสนา อธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำมันที่คนไทยใช้อยู่ในปัจจุบันเป็น “สต็อกเดิม” อ้างอิงจากข้อมูลของนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรอง 100 วัน หรือประมาณ 3 เดือน ขณะที่ปัจจุบันสถาวะสงครามดำเนินไปได้เพียง 1 เดือน ดังนั้นประชาชนจึงไม่ควรต้องใช้น้ำมันในราคาแพง
“น้ำมันเป็นสินค้าที่เราถือว่าเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน และรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ คุณต้องใช้ฐานะตรงนี้ดูแลประชาชน เพราะประชาชนเลือกคุณมา ไม่ใช่เลือกคุณมาเพื่อให้อุ้มกลุ่มทุนหรือผู้ประกอบการฝ่ายเดียว” ประธานอนุฯ พลังงาน ระบุ
รสนา ยกตัวอย่างกรณีของประเทศญี่ปุ่นที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการน้ำมันสำรองเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยราคาดีเซลของญี่ปุ่นวันที่ 26 มีนาคม2569 มีราคาอยู่ที่ 38.85 บาทต่อลิตร ขณะที่วันเดียวกันประเทศไทยปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาหน้าปั๊มอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร หากรวมเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันอีก 19.12 บาทแล้ว ราคาที่แท้จริงของดีเซลไทย อยู่ที่ 58.06 บาทต่อลิตร
“ญี่ปุ่นอยู่ห่างจากช่องแคบฮอร์มุซมากกว่าไทย แต่ทำไมราคาน้ำมันเขาถึงถูกกว่าเราได้” รสนาตั้งคำถาม
หากปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องโดยไม่มีมาตรการรองรับ ประชาชนจะไม่สามารถรับภาระได้ และสะท้อนถึงบทบาทของรัฐที่ยังไม่สามารถดูแลแก้ปัญหาให้ประชาชนได้
อย่างไรก็ตาม นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤตแล้ว การแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องกลับไปแก้ที่ “โครงสร้างราคาน้ำมัน” เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ แต่ในความเป็นจริงยังมีการบวก “ค่าพรีเมียม” อีกหลายรายการ ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย หรือค่าความสูญเสียระหว่างทาง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากน้ำมันสำเร็จรูปกลั่นในประเทศไทยทั้งหมด ไม่มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์แต่อย่างใด จึงไม่มีค่าใช้จ่ายการขนส่งการประภัย การสูญเสียระหว่างทางแต่อย่างไร
นอกจากนี้ ในค่าพรีเมียม ยังมีค่าปรับปรุงคุณภาพ โดยอ้างว่าน้ำมันสิงคโปร์เป็นยูโร 4 ส่วนน้ำมันไทยเป็นยูโร4 พลัส และยังเก็บเงินค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงในค่าพรีเมียม 8 – 12 สตางค์ต่อลิตร รวมเป็นเงินประมาณ 34,000 ล้านบาท แต่ยามวิกฤต กลับไม่มีน้ำมันเพื่อความมั่นคงให้ประชาชนได้ใช้ในราคาที่เป็นธรรม แต่อย่างใด ขณะที่น้ำมันที่จำหน่ายในปัจจุบันก็เป็นน้ำมันที่จัดซื้อมาล่วงหน้าหลายเดือนในราคาต้นทุนเดิม แต่กลับขายในราคาสูงมากเพราะได้บวกเอาลาภลอย (wind fall profit) ที่เกิดจากความผันผวนของสถานการณ์โลก ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“โครงสร้างราคาน้ำมันไม่ได้เป็น “ตลาดเสรี” อย่างแท้จริง หากแต่เป็นกลไกคณิตศาสตร์ที่สามารถยักย้าย ราคาหน้าโรงกลั่น กับค่าการตลาดได้ตลอดเวลา” รสนาระบุพร้อมเสนอว่า โครงสร้างราคาน้ำมันควรตัดค่าพรีเมียมที่ไม่ได้มีอยู่จริงออกจากสูตรราคาสิงคโปร์ และให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นอยู่ที่ไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภค และ ป้องกันไม่ให้เกิดลาภลอยในราคาน้ำมันที่เกิดความผันผวนจากสถานการณ์โลกอีก
หากเป็นระบบเชิงคณิตศาสตร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ และควรถูกออกแบบใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน



