| Getting your Trinity Audio player ready... |

ชี้ทางออกพลังงานไทย ลดการพึ่งพา LNG หนุน โซลาร์คู่แบตเตอรี่ ลดค่าไฟระยะยาว รับมือความผันผวนพลังงานโลกอย่างยั่งยืน
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อ “ค่าไฟฟ้า” ที่มีแนวโน้มผันผวนตามราคาพลังงานโลก แม้ยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าสงครามในปัจจุบันจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าไทยมากน้อยเพียงใด แต่บทเรียนจากสงครามรัสเซีย – ยูเครนในปี 2564 ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ค่าไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นถึง 19% หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาทในปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG: Liquefied Natural Gas) ที่ต้องนำเข้าและมีราคาผันผวนสูง
ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ได้เสนอแนวทางต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ให้ ลดการพึ่งพา LNG และหันไปสู่ พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะระบบผลิตไฟฟ้าจาก โซลาร์เซลล์ร่วมกับแบตเตอรี่ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว แต่ยังช่วยเพิ่ม ความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถของประเทศในการพึ่งพาพลังงานได้ด้วยตนเอง ลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
ใช้ โซลาร์คู่แบตเตอรี่ แทนการสร้างโรงไฟฟ้าได้

ผศ.ประสาท หยิบยกข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง “ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ช่วยปลดล็อกการใช้โซลาร์เซลล์ของอินเดียได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” (Battery storage is now cheap enough to unleash India’s full solar potential) ของเอมเบอร์ (Ember) องค์กรวิจัยด้านพลังงานระดับโลกที่ไม่แสวงหากำไร ที่ชี้ให้เห็นถึงความศักยภาพการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาทดแทนพลังงานฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า
ผลจากงานวิจัยดังกล่าว พบว่า ประเทศอินเดียสามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนได้ถึง 90% ด้วยการใช้เซลาร์เวลล์และแบตเตอรี่ โดยมีต้นทุนเฉลี่ยที่ 5.06 รูปีต่อหน่วย หรือประมาณ 1.85 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ ผลจากงานวิจัยดังกล่าวชี้ชัดว่า ปัจจุบันต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนสามารถ “ปลดล็อก” ศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างเต็มที่ กล่าวคือ หากต้องการผลิตไฟฟ้าเทียบเท่าโรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 1,000 เมกะวัตต์ (MW) ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ แต่สามารถใช้โซลาร์เซลล์ประมาณ 4,900 เมกะวัตต์ ร่วมกับแบตเตอรี่ขนาด 13.5 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) จ่ายไฟได้ถึงราว 90% ของความต้องการตลอดทั้งปี ในต้นทุนเฉลี่ยเพียงประมาณ 1.85 บาทต่อหน่วย และที่สำคัญคือ “ไม่ต้องมีต้นทุนเชื้อเพลิง” ตลอดอายุโครงการกว่า 25 ปี
ผศ.ประสาท อธิบายเพิ่มเติมว่า หากประเทศไทยใช้โซลาร์และแบตเตอรี่ 4,900 เมกะวัตต์ เพื่อแทนโรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 1,000 เมกะวัตต์ โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์ 85% ในเวลา 1 ปีจะสามารถลดการนำเข้าก๊าซ LNG ได้ถึงประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความคุ้มค่าของการลงทุน แต่ยังหมายถึงการลดการไหลออกของเงินตราไปต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากระบบโซลาร์มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 25 – 30 ปี และแบตเตอรี่ประมาณ 10 ปี ซึ่งแปลว่าตลอดระยะเวลาดังกล่าวประเทศไทยจะลดการนำเข้าและพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศได้
บทเรียนแคลิฟอร์เนีย : พลังงานหมุนเวียน ต้องมาก่อน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก บิล แมคคิบบิน (Bill McKibben) นักเขียน นักสิ่งแวดล้อม และนักเคลื่อนไหว ชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกการสื่อสารเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่สาธารณะ สะท้อนว่า โมเดลดังกล่าว “เกิดขึ้นได้จริง” ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยการใช้ระบบโซลาร์เซลล์คู่กับแบตเตอรี่ ในบางช่วงเวลาสามารถผลิตไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ได้ถึง 42.8% ของความต้องการใช้ในครัวเรือน
ผส.ประสาทชี้ว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือระบบไฟฟ้าของรัฐแคลิฟอร์เนียจะอนุญาตให้ไฟฟ้าที่ผลิตจากแสงแดดและกังหันลมเข้าสู่โครงข่ายก่อนเป็นลำดับแรก หากผลิตได้เกินความต้องการจะถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และนำกลับมาใช้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด ควบคู่ไปกับการลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซและแหล่งอื่น ๆ แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบผลิตไฟฟ้าแบบ “ตามเชื้อเพลิง” ไปสู่ระบบที่ “บริหารจัดการพลังงาน” อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ข้อมูลตัวเลขวันที่ 29 มีนาคม 2569 ชี้ให้เห็นว่า เพียง 1 วัน รัฐแคลิฟอร์เนียสามารถผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ได้ประมาณ 160 ล้านหน่วย ถ้าคูณด้วยราคา LNG (ไฟฟ้า 1 หน่วย ใช้ก๊าซราคาประมาณ 6.13 บาท) จะได้ประมาณ 980 ล้านบาท
เอมิเรตส์เดินหน้า โซลาร์ – แบตเตอรี่ ลดภาระค่าไฟ
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ผ่านโครงการ “มาสดาร์ อาร์ทีซี” (Masdar RTC) ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนการใช้โซลาร์เซลล์ควบคู่กับแบตเตอรี่ ด้วยงบลงทุนกว่า 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการนี้สามารถผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอสำหรับบ้านประมาณ 500,000 – 1,000,000 หลังคาเรือน ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LCOE: Levelized Cost of Electricity หรือ ต้นทุนไฟฟ้าเฉลี่ยระยะยาว) เพียง 0.045 – 0.055 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย หรือ ประมาณ 1.48 – 1.82 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนจากพลังงานฟอสซิล
“ท้ายที่สุด ประเด็นพลังงานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี หากแต่เป็นเรื่องของ “เจตจำนงทางการเมือง” และการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ส่งผลโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าไฟในบิลแต่ละเดือนคือภาพสะท้อนของการตัดสินใจเชิงโครงสร้างของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ผศ.ประสาท ระบุ
ในสภาวะวิกฤตพลังงาน วิสัยทัศน์ของรัฐบาลและเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศ ซึ่งจะเป็นคำตอบของคำถามสำคัญว่า “ไทยจะก้าวข้ามความเปราะบางไปสู่ความมั่นคงและความเป็นธรรมด้านพลังงานได้หรือไม่”
ที่มาข้อมูล
Battery storage is now cheap enough to unleash India’s full solar potential
UAE’s Masdar announces $6 bln project to deliver reliable clean power



