Ribbon

โผล่อีก! เหยื่อเฟซบุ๊ก ถูกหลอกสูญ 158 ล้าน เร่งตั้งกองทุนเยียวยาฯ

ปัญหาหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กยังทวีความรุนแรง ล่าสุด ผู้เสียหายเข้าร้องเรียนสภาผู้บริโภค สูญเงินถึง 158 ล้านบาท สภาผู้บริโภค ร่วมกับหน่วยงานประจำจังหวัดและเครือข่ายองค์กรของผู้บริโภค จัดเวที “ถึงเวลาฟ้องแพลตฟอร์ม หยุดไม่ให้เฟซบุ๊กเป็นแหล่งรวมมิจฉาชีพ” เสนอทางออกเชิงนโยบายต่อหน่วยงานรัฐ เร่งทำระบบยืนยันตัวตน จัดตั้งกองทุนเยียวยา และคุมเข้มแพลตฟอร์ม

ผู้เสียหายเข้าร้องเรียนสภาผู้บริโภค อธิบายถึงวิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพว่า มีการเปิดเพจเฟซบุ๊ก
ใช้ชื่อว่า “เพจลงทุน” พร้อมแอบอ้างใช้ภาพนักลงทุนชื่อดัง สร้างเพจที่มียอดผู้ติดตาม 10,000 รายขึ้นไป รวมถึงทุ่มงบโฆษณาแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการหลอกลวง ต่อมาชักชวนเข้ากรุ๊ปไลน์ที่มีกลุ่มมิจฉาชีพอยู่ในกลุ่มดังกล่าว พร้อมหลอกให้ดาวน์โหลดแอปปลอมเพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน เมื่อผู้บริโภคหลงเชื่อจึงเริ่มโอนเงินลงทุน ส่งผลให้เกิดความเสียหายตามมา  ทั้งนี้ เมื่อผู้บริโภคพบว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพจึงเข้าไปร้องเรียนต่อหน่วยงานต่าง ๆ แต่ยังไม่มีกลไกในการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกผิดหวังอย่างมาก และไม่สามารถหาทางออกได้ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป จากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เพื่อนในกลุ่มที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง มีอาการซึมเศร้าตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

นายสุรกิจ สิงหะพล เจ้าหน้าที่กฎหมายและคดี สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพผ่านเพจเฟซบุ๊กเข้ามาร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีหลอกลงทุนขณะนี้สภาผู้บริโภคอยู่ระหว่างดำเนินการทางกฎหมายช่วยเหลือผู้เสียหายจำนวน 10 ราย รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 230 ล้านบาท ซึ่งมีผู้เสียหาย 1 รายที่สูญเงินสูงถึง 158 ล้านบาท

กรณีเรื่องร้องเรียนข้างต้นอาจเข้าข่าย “ความรับผิดร่วมทางละเมิด” ตามหลักกฎหมาย เนื่องจากความเสียหายมิได้เกิดจากการกระทำของมิจฉาชีพเพียงฝ่ายเดียว แต่มีความเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการของทั้งแพลตฟอร์มดิจิทัลและสถาบันการเงิน ซึ่งอาจมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายจากการไม่ดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเพียงพอ อันเป็นการประมาทเลินเล่อและไม่เป็นไป ตามข้อกฎหมายที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด เช่น พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มต้องมีหน้าที่จัดให้มีมาตรการดูแล ตรวจสอบ และบริหารความเสี่ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ จากการรับเรื่องร้องเรียนกรณีอื่นๆ พบว่า แพลตฟอร์มเฟซบุ๊กยังขาดระบบตรวจสอบตัวตนของผู้เปิดเพจอย่างเข้มงวด ส่งผลให้มิจฉาชีพสามารถสร้างเพจปลอมเพื่อหลอกลวงประชาชนได้โดยง่าย ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพก็มีหน้าที่ต้องเฝ้าระวังและตรวจจับธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ หากพบการโอนเงินที่มีความเสี่ยงควรมีระบบแจ้งเตือนหรือระงับธุรกรรมโดยทันท่วงที การไม่ดำเนินการดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการละเลยต่อหน้าที่และเป็นเหตุให้ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ยกตัวอย่าง กรณีที่ผู้บริโภคต้องโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร หากพบการดำเนินธุรกรรมที่ผิดปกติ ควรมีการตรวจสอบในเรื่องนี้

ขณะที่เมื่อผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวเข้าไปร้องเรียนต่อหน่วยงานต่าง ๆ พบว่า ยังไม่มีกลไกให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที หรือคำแนะนำว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป ทำให้ผู้เสียหายต่างรู้สึกผิดหวังอย่างมาก และไม่สามารถหาทางออกได้ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป รวมถึงเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดที่ทำให้เพื่อนในกลุ่มที่มีอาการซึมเศร้าตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหามิจฉาชีพหลอกลวงมีความรุนแรงและเกิดขึ้นทั่วโลก แต่มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจในสหราชอาณาจักร องค์กรผู้บริโภค ชื่อว่า วิช (Which?) จัดทำแนวทางแก้ปัญหาถึงหน่วยงานกำกับดูแลระบบการชำระเงิน และย้ำว่าการหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชันเป็นความล้มเหลวของระบบไม่ใช่ความผิดของผู้บริโภค และมีข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การจัดทำระบบคืนเงินผู้เสียหายอย่างเป็นระบบ ให้ธนาคารร่วมรับผิด ไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค รวมถึงกำหนดหน้าที่เชิงรุกในการป้องกันการฉ้อโกง ทั้งนี้ ทำให้เกิดผลลัพธ์คือการยกระดับสู่ “ระบบคืนเงินแบบบังคับ” กำหนดเพดานคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค สูงสุด 85,000 ปอนด์ (ราว 3,722,541 บาท) ภายใน 5 วันทำการ พร้อมเงื่อนไขว่าผู้บริโภคต้องไม่ประมาทอย่างร้ายแรง และธนาคารต้องมีระบบตรวจจับความเสี่ยงที่เพียงพอ

ทั้งนี้ จากสถิติการรับเรื่องร้องเรียนของสภาผู้บริโภค ช่วงปี 2567 – กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า มีจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 6,164 กรณีซื้อสินค้าและบริการแต่ไม่ได้รับ หรือ ได้รับสินค้าแต่ไม่ตรงตามโฆษณา และเฟซบุ๊ก เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด จำนวน 3,793 เรื่อง ส่วนตลาดออนไลน์ มีผู้ร้องเรียนเข้ามาจำนวน 905 เรื่อง

สภาผู้บริโภคได้เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนป้องกันภัยออนไลน์ ได้แก่ 1. การจัดทำระบบยืนยันตัวตนผู้ขาย (e-KYM) ให้แพลตฟอร์มบังคับลงทะเบียนผู้ขายด้วยเอกสารทางราชการ 2. การจัดตั้งกองทุนเยียวยาเบื้องต้นให้ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย โดยเก็บค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มเพื่อนำมาชดเชยผู้เสียหาย และ 3. กำกับแพลตฟอร์มต่างชาติ ผลักดันให้บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กคือ เมต้า (Meta) เข้ามาจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย

สำหรับผู้บริโภค ควรตรวจสอบเพจอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเข้าไปตรวจค้นว่าเพจมีประวัติการตั้งชื่อเพจและมีการเปลี่ยนชื่อเพจอย่างไรบ้าง และมีการจัดตั้งจากสถานที่ใด เช่น ผู้ดูแลเพจอยู่ต่างประเทศ อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นมิจฉาชีพที่มาเปิดเพจปลอมได้