Ribbon

ทุบอิทธิพลทุน – รื้อโครงสร้าง แก้น้ำมัน ไฟฟ้า ค่าเน็ตแพง

Getting your Trinity Audio player ready...
ทุบอิทธิพลทุน - รื้อโครงสร้าง แก้น้ำมัน ไฟฟ้า ค่าเน็ตแพง

แม้สงครามสหรัฐ – อิหร่านก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก แต่ในวงเสวนานักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้บริโภค มีความเห็นในแนวเดียวกันว่า “โครงสร้างสาธารณูปโภคภาครัฐ” ต่างหากที่เป็นปัจจัยหลักในการทำให้ราคาค่าครองชีพของประชาชนในส่วนหลักๆ คือ ค่าน้ำมัน ค่าไฟ และค่าอินเทอร์เน็ตแพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศ ทั้งที่ประเทศมีเทคโนโลยีก้าวหน้าและแหล่งทรัพยากรพลังงานของตัวเอง

คำถามสำคัญที่ถูกยกขึ้นในเวทีเสวนา“รัฐบาลจะแก้อย่างไร เมื่อน้ำมัน ค่าไฟ ค่าเน็ต แพงทั้งแผ่นดิน”คือ ราคาสาธารณูปโภคที่ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น หรือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลของรัฐ ที่ทำให้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอาจไม่ได้เกิดจากต้นทุนที่แท้จริงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลที่เปิดช่องให้เกิดการผูกขาด การเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน และการลดบทบาทของรัฐในการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ

ค่าเน็ตแพง เพราะการแข่งขันไม่เป็นธรรม

ทุบอิทธิพลทุน - รื้อโครงสร้าง แก้น้ำมัน ไฟฟ้า ค่าเน็ตแพง : สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นว่า ปัญหาค่าบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น สะท้อนความล้มเหลวของโครงสร้างกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม โดยเฉพาะบทบาทของ กสทช. ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ แต่ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา กลับถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในการถ่วงดุลอำนาจทุน

หลังการควบรวมกิจการของผู้ให้บริการรายใหญ่หลายกรณี ผู้ประกอบการบางรายมีส่วนแบ่งตลาดเกินเกณฑ์ที่เข้าข่ายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ (SMP) แต่กลับไม่มีการวิเคราะห์สภาพการแข่งขันและใช้มาตรการกำกับราคาตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง ขณะที่การแข่งขันในตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง

สาทิตย์เสนอให้ปฏิรูป กสทช. และแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานกำกับสามารถตรวจสอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะอย่างโทรคมนาคมและพลังงาน รวมถึงเพิ่มอำนาจในการจัดการพฤติกรรมผูกขาดและผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้กำกับดูแล

ทุบอิทธิพลทุน - รื้อโครงสร้าง แก้น้ำมัน ไฟฟ้า ค่าเน็ตแพง : เชิดชัย กัลยาวุฒิพงศ์

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ เชิดชัย กัลยาวุฒิพงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ที่ชี้ว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม ทำให้ NT จากเดิมที่เป็นกลไกสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ กลายเป็นเพียงผู้ให้บริการรายหนึ่งที่ต้องแข่งขันกับเอกชนภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบ

แม้ NT จะยังเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเช่นเดียวกับเอกชน ขณะที่การจัดสรรคลื่นความถี่ผ่านระบบประมูล ทำให้ NT ไม่สามารถขยายบทบาทในการให้บริการสาธารณะได้เต็มศักยภาพ เนื่องจากไม่สามารถเข้าร่วมได้โดยอิสระหากไม่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ทำให้สูญเสียโอกาสในการขยายบริการและแข่งขันกับเอกชน

“การแข่งขันเสรีควรทำให้ประชาชนได้ใช้บริการที่ดีขึ้นและราคาถูกลง แต่เมื่อผู้เล่นในตลาดลดลง ผู้บริโภคก็มีทางเลือกน้อยลงตามไปด้วย ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐวิสาหกิจไทยยังมีศักยภาพ แต่ต้องได้รับโอกาสและการสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ดูแลบริการสาธารณะและสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนได้” เชิดชัยกล่าว

น้ำมันแพง ราคาก๊าซพุ่ง เพราะโครงสร้างพลังงานไทย

ด้าน ธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตือนว่า คนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลกที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดน้ำมันโลก ซึ่งส่งผลให้ค่าการกลั่นขยับตัวสูงขึ้น และความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นในระยะต่อไป

“ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่มีแผนบริหารจัดการภาวะขาดแคลนที่ชัดเจน ทั้งการจัดลำดับความสำคัญการใช้พลังงาน หรือมาตรการรองรับผลกระทบต่อภาคประชาชน” ธีรชัยระบุ

นอกจากนี้ ธีรชัยยังแสดงความเห็นว่า แนวทางบริหารจัดการด้านพลังงานของรัฐบาลในปัจจุบันยังปล่อยให้กลไกตลาดและผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมีอิทธิพลเหนือประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะกรณีค่าการกลั่นที่ยังไม่มีการจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกิน หรือมาตรการควบคุมราคาที่เพียงพอ

สำหรับประเด็นเรื่องก๊าซธรรมชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอว่า ประเทศไทยควรทบทวนโครงสร้างการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ โดยให้ก๊าซจากอ่าวไทยถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรก ทั้งในภาคครัวเรือนและการผลิตไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ประชาชน ขณะเดียวกัน ควรพิจารณาดึงสิทธิการซื้อก๊าซจากปากหลุมกลับมาอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐ ผ่านการจัดตั้ง “องค์การก๊าซแห่งชาติ” เพื่อให้รัฐสามารถบริหารทรัพยากรพลังงานเพื่อประโยชน์สาธารณะได้มากขึ้น

ขณะที่ รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า ปัญหาราคาน้ำมันของไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากโครงสร้างราคาภายในประเทศที่เปิดช่องให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนที่ไม่จำเป็น

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ ซึ่งมีการบวกค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าความสูญเสียระหว่างทาง ทั้งที่น้ำมันจำนวนมากผลิตจากโรงกลั่นในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีค่าสำรองน้ำมันและค่าพรีเมียมอื่น ๆ ที่ถูกบวกเพิ่มเข้าไปในราคาขายปลีก

รสนากล่าวต่อว่า เฉพาะค่าพรีเมียมดังกล่าวทำให้ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มกว่า 24,000 ล้านบาทต่อปี และตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา อาจมีมูลค่าสูงเกือบ 500,000 ล้านบาท

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ “ค่าการกลั่น” ซึ่งในช่วงวิกฤตพลังงานที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว จนโรงกลั่นบางแห่งมีกำไรเพิ่มขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้ต้นทุนการผลิตจริงจะไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน นอกจากจากนี้มีปัญหาอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างพลังงานของไทย ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ภาคประชาชนจึงมีข้อเสนอ 8 ข้อถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อลดผลกระทบของประชาชนจากราคาพลังงาน อาทิ การกำหนดเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยุติการอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ และจัดสรรก๊าซหุงต้มที่ผลิตได้ในประเทศให้ภาคครัวเรือนใช้เป็นลำดับแรก

ค่าไฟสูง เพราะต้นทุนที่ประชาชนไม่เคยเห็น

ทุบอิทธิพลทุน - รื้อโครงสร้าง แก้น้ำมัน ไฟฟ้า ค่าเน็ตแพง : ชัชวาลย์ กุลสุวรรณ

ในประเด็นเรื่องค่าไฟฟ้า ชัชวาลย์ กุลสุวรรณ รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) แสดงความเห็นว่า ปัญหาค่าไฟสูงมีรากเหง้ามาจากการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติและการลดบทบาทของ กฟผ. ในระบบไฟฟ้า

“ประเทศไทยมีก๊าซจากอ่าวไทย แต่ กฟผ. กลับต้องซื้อก๊าซในราคาอิงตลาดโลก รวมถึงต้องนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศบางส่วน ทั้งที่หากใช้ก๊าซในประเทศในราคาต้นทุน ค่าไฟของประชาชนก็จะถูกลงได้มาก” ชัชวาลย์ กล่าว

นอกจากนี้ ชัชวาลย์ยังแสดงความกังวลต่อการลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงราว 20-30% ของระบบทั้งหมด จากเดิมที่เคยผลิตไฟฟ้าให้ประเทศเกือบทั้งหมด ขณะที่เอกชนมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต พร้อมระบุว่า รัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองประชาชน หากรัฐบาลชุดใดพยายามลดบทบาทหรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ประชาชนควรจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะผลประโยชน์มหาศาลอาจตกไปอยู่ในมือเอกชน มากกว่าจะกลับมาสู่ประชาชน

ด้าน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center กล่าวว่า การแก้ปัญหาค่าไฟของรัฐบาลที่ผ่านมาเป็นเพียงการโยกภาระจากผู้ใช้กลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่ง มากกว่าการแก้ไขต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็น

เขาชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีต้นทุนส่วนเกินจำนวนมาก โดยเฉพาะ “ค่าความพร้อมจ่าย” ให้โรงไฟฟ้าเอกชน ซึ่งบางแห่งแทบไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ แต่ยังได้รับค่าตอบแทนรวมกันหลายหมื่นล้านบาทต่อปี รวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มเอกชนในราคาสูงกว่าการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

หากลดต้นทุนส่วนเกินเหล่านี้ได้ ประเทศไทยอาจประหยัดค่าใช้จ่ายได้ราว 74,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นการลดค่าไฟได้ประมาณ 70-80 สตางค์ต่อหน่วยสำหรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม

ดร.เดชรัตยังเสนอให้ส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนผ่านระบบ “ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น และลดภาระค่าไฟในระยะยาว

ชง รื้อโครงสร้าง แก้ปัญหาค่าครองชีพ

ในภาพรวม เมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และเลขาธิการคณะรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ต้นตอของปัญหาค่าไฟ น้ำมัน และค่าบริการโทรคมนาคมที่ประชาชนต้องแบกรับ มาจากโครงสร้างนโยบายที่ลดบทบาทรัฐและเปิดทางให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่มีอิทธิพลเหนือระบบพลังงานและโทรคมนาคมมากขึ้น ทั้งการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากเอกชน โครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เป็นธรรม และการกำกับดูแลคลื่นความถี่ที่ยังไม่ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นศูนย์กลาง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลเร่งปฏิรูปโครงสร้างดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเรื่องการ ปฏิรูปคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า และเพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปมีบทบาทในการกำกับดูแล เพื่อถ่วงดุลอำนาจรัฐและกลุ่มทุน พร้อมย้ำว่า ภาคประชาชนจำเป็นต้องร่วมกันผลักดัน “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

“เราอยากเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ปล่อยให้ความมั่งคั่งกระจุกอยู่ในมือกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ตระกูล ขณะที่คนส่วนใหญ่ได้รับเพียงนโยบายระยะสั้น ซึ่งสุดท้ายเงินก็ไหลกลับไปสู่ทุนขนาดใหญ่อยู่ดี” เมธากล่าว

สอดคล้องกับ บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค ที่ชี้ว่า ต้นตอสำคัญของปัญหาหลายเรื่องอยู่ที่สัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งประชาชนไม่สามารถเข้าถึงหรือตรวจสอบได้ ทั้งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนทั้งประเทศ

“ปัญหาค่าไฟแพง น้ำมันแพง หรือค่าโทรคมนาคมแพง ไม่ใช่เรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการปฏิรูปทั้งระบบ และความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน รัฐวิสาหกิจ และภาครัฐ หากต้องการให้ผลประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะกลับคืนสู่ประชาชนอย่างแท้จริง” บุญยืนกล่าวทิ้งท้าย