| Getting your Trinity Audio player ready... |

ด้วยจุดยืนที่ว่า “ทุกข์ประชาชนรอไม่ได้” คณะทำงานร่วมภาคประชาชนด้านพลังงาน จึงประกาศขอยุติการทำหน้าที่เป็นการชั่วคราว เมื่อขอให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการ ลดราคาน้ำมัน ทันที สูงสุด 18 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชนที่กำลังเผชิญวิกฤตน้ำมันแพง แต่ถูกปฏิเสธ
ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ประชาชนถูกกดดันให้ต้องแบกภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นทุกวัน คณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนในด้านพลังงาน ซึ่งก่อนหน้าได้มีข้อเสนอที่มีประเด็นหลักคือการขอให้รัฐบาล ลดราคาน้ำมัน ลงสูงสุด 18 บาทต่อลิตรโดยทันที แต่กระทรวงพลังงานมิได้นำข้อเสนอไปปฺฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 คณะทำงานฯ นี้ซึ่งนำโดย บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค และปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน จึงเข้ายื่นหนังสือถึงเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อขอยุติการประชุมคณะทำงานร่วมฯ เป็นการชั่วคราว จนกว่ากระทรวงพลังงานจะข้อเสนอของภาคประชาชนไปปฏิบัติ โดยมี ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หรือ “โอ๋ สุดซอย” เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้รับหนังสือแทน
บุญยืน กล่าวว่า ภาคประชาชนยังคงเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และต้องการให้กำลังใจในการเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน แต่ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการได้ก็ต้องทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมีเหตุผลอธิบายและให้คำตอบกับประชาชน และหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
ทุกข์ประชาชนรอไม่ได้ จี้ ลดค่าน้ำมัน ทันที

ปานเทพ อ่านแถลงการณ์ของคณะทำงานร่วมภาคประชาชน โดยระบุว่า ปัจจุบันประชาชนกำลังแบกรับภาระจากโครงสร้างราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่กำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและค่าการตลาดยังคงเกิดขึ้นทุกวัน
“ทุกข์ของประชาชนรอไม่ได้ ความเสียหายเกิดขึ้นวันละ 800-1,000 ล้านบาท ถ้าปรับโครงสร้างราคาน้ำมันได้ภายใน 7 วัน ประชาชนจะคลายทุกข์ร้อนได้ทันที แต่ถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อไปอีก 1 เดือน เท่ากับประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มอีก 24,000 – 30,000 ล้านบาท” ปานเทพกล่าว
ทั้งนี้ คณะทำงานร่วมฯ เห็นว่าการประชุมที่ผ่านมาได้ข้อสรุปในประเด็นสำคัญแล้ว ไม่ได้มีข้อโต้แย้งในสาระสำคัญ แต่การดำเนินการยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากคณะทำงานไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ต้องรอการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
สำหรับข้อเสนอหลักที่ภาคประชาชนต้องการให้ดำเนินการทันที ได้แก่ การกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 1.42 บาทต่อลิตร การยกเลิกการบวกค่าพรีเมียมนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ (Import Parity) และการปรับค่าการตลาดกลับสู่ระดับที่เป็นธรรม โดยดีเซลอยู่ที่ 1.50 บาทต่อลิตร และเบนซินอยู่ที่ 1.85 บาทต่อลิตร ซึ่งหากดำเนินการทั้งหมดจะทำให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลดลงจาก 52.49 บาทต่อลิตร เหลือเพียง 34.27 บาทต่อลิตร หรือลดลงกว่า 18.22 บาทต่อลิตรทันที
ปานเทพ ย้ำด้วยว่า โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามโดยตรง แต่กลับได้รับ “ลาภลอย” จากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก โดยในช่วงเดือนเมษายน 2569 ค่าการกลั่นเคยพุ่งสูงถึง 17.50 บาทต่อลิตร ขณะที่ค่าการกลั่นมาตรฐานของสิงคโปร์อยู่เพียง 0.81-1.42 บาทต่อลิตร ส่งผลให้โรงกลั่น 5 แห่งมีกำไรสุทธิไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นถึง 200-900%
รสนาชี้ โรงกลั่นเอาเปรียบประชาชน
รสนา กล่าวว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องจ่ายค่าพรีเมียมและต้นทุนสมมติให้กับโรงกลั่น ทั้งที่ไม่ได้มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจริง คิดเป็นเม็ดเงินสะสมมากกว่า 500,000 ล้านบาท นี่คือผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดจากโครงสร้างราคาน้ำมันที่เอื้อประโยชน์ให้โรงกลั่นมาตลอด
นอกจากนี้ ยังมีการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือบิดเบือนราคาพลังงาน โดยนำเงินจากผู้ใช้น้ำมันไปอุดหนุนเชื้อเพลิงบางประเภท ทั้งก๊าซธรรมชาติเหลว (LPG) ที่ได้รับชดเชย 13 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำมันชีวภาพ จนทำให้ประชาชนเข้าใจว่าราคาพลังงานบางชนิดถูกกว่าความเป็นจริง ขณะที่ภาระดังกล่าวกลับถูกผลักให้ผู้ใช้น้ำมันทั้งประเทศเป็นผู้แบกรับผ่านการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุน
“กองทุนน้ำมันฯ ไม่ควรเป็นกล่องเวทมนตร์ที่ใช้เล่นกลกับตัวเลข จนประชาชนมองไม่เห็นต้นทุนที่แท้จริง ทุกวันนี้มีการล้วงเงินจากกระเป๋าประชาชนผ่านกลไกกองทุนน้ำมันฯ เพื่ออุดหนุนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานบางกลุ่ม ขณะที่กองทุนติดลบต่อเนื่อง และประชาชนยังต้องซื้อน้ำมันในราคาแพง” รสนากล่าว
รสนา ย้ำว่า หากรัฐบาลปรับโครงสร้างราคาน้ำมันตามข้อเสนอของภาคประชาชน ทั้งการกำหนดเพดานค่าการกลั่น ยกเลิกค่าพรีเมียมที่ไม่เป็นธรรม และยุติการใช้กองทุนน้ำมันบิดเบือนราคาเชื้อเพลิง จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ทันที พร้อมยุติการถ่ายโอนผลประโยชน์จากประชาชนไปสู่กลุ่มทุนพลังงานที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน
นอกจากนี้ รสนา ให้ความเห็นว่า การดำเนินคดีกับผู้กักตุนน้ำมันเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะความเสียหายที่แท้จริงเกิดจากระบบราคาที่เอื้อให้ผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นได้รับกำไรส่วนเกินจากการนำสต็อกน้ำมันเก่ามาขายในราคาใหม่
“ต้องเรียกเงินคืนจากผู้ค้า ตั้งแต่ผู้ค้าส่งจนถึงปั๊มน้ำมัน เพราะเป็นกำไรจากการใช้สต็อกเก่ามาขายในราคาใหม่ มูลค่ารวมเป็นแสนล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนยังคาใจว่าทำไมยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ทั้งที่เรื่องนี้ส่งผลกระทบกับคนทั้งประเทศ” รสนากล่าว
พลังงานรับข้อเสนอประชาชนตั้งอนุกก.พิจารณา
ด้านฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ รมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ตั้งคณะอนุกรรมการ กบง. เพื่อศึกษาและปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันตามข้อเสนอของภาคประชาชน ทั้งในส่วนของค่าการกลั่นและค่าการตลาด โดยมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และมีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คนเข้าร่วมเป็นคณะอนุกรรมการฯ ประกอบด้วย รศ.เจษฎ์ โทณะวานิช ภาณุรัช ดำรงไทย และอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม
“กระทรวงพลังงานรับข้อเสนอของภาคประชาชนทั้งหมดไปพิจารณา และจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยมีกรอบเวลาประมาณ 1 เดือน ขณะเดียวกัน กรมธุรกิจพลังงานยังอยู่ระหว่างตรวจสอบสต็อกน้ำมันย้อนหลัง และพฤติการณ์ของผู้ประกอบการที่อาจเกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมัน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย” ฐิติภัสร์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปานเทพ ยืนยันว่า ปัญหานี้ไม่ควรรอถึง 1 เดือน เพราะทุกวันที่ผ่านไปคือ ความทุกข์ของประชาชน ผู้ใช้น้ำมันแพง ที่เกิดจากโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม การยุติบทบาทของคณะทำงานภาคประชาชนชั่วคราว เพื่อให้รัฐมนตรีพลังงานเร่งรัดแก้ไขปัญหาโดยเร็ว ถ้าตระหนักว่าปัญหานี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ก็ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะประชาชนเดือดร้อนทุกวัน


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
“แพงไม่ไหวแล้ว” จี้ รื้อโครงสร้างพลังงาน ใน 7 วัน ลดทันที 7 บาท/ลิตร
ยื่น 8 ข้อเสนอ รมว.พลังงาน แก้ น้ำมันแพง



