
คดี ฟ้องแพลตฟอร์มต่างชาติ เดินหน้าต่อ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดพิจารณาอีก 2 คดี นัดพร้อมอีกครั้ง 23 พ.ย. รอผลวินิจฉัยรับเป็น “คดีผู้บริโภค” สภาผู้บริโภคย้ำเป้าหมายสร้างบรรทัดฐานให้ “แพลตฟอร์ม – สถาบันการเงิน” ร่วมรับผิดชอบความเสียหาย ผลักดันผู้บริโภคไทยได้รับความคุ้มครอง
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดพิจารณาคดีที่สภาผู้บริโภค เป็นตัวแทนผู้บริโภคยื่น ฟ้องแพลตฟอร์มต่างชาติ และผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ ทั้งกลุ่มแพลตฟอร์มและสถาบันการเงิน จำนวน 2 คดี โดยประเด็นสำคัญในชั้นนี้อยู่ระหว่างกระบวนการเพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การพิจารณาในฐานะ “คดีผู้บริโภค” หรือไม่ และนัดพร้อมอีกครั้งในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2569
คดีฟ้องเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องแทนผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิจากการให้บริการของแพลตฟอร์มออนไลน์และสถาบันการเงิน ในการขาดระบบความปลอดภัยที่เพียงพอ จนทำให้มิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภครวม 10 ราย ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 230 ล้านบาท โดยดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดเส้นทางของความเสียหาย ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่เป็นช่องทางเผยแพร่โฆษณาหลอกลวง ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ไปจนถึงสถาบันการเงินที่เป็นช่องทางรับและโอนเงิน เพื่อผลักดันหลักการสำคัญว่า ผู้ให้บริการที่อยู่ในระบบนิเวศดิจิทัลควรมีหน้าที่ป้องกันและร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ศาลแพ่งรัชดาได้นัดพร้อมคดีชุดแรกจำนวน 3 คดี และวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดพร้อมอีก 4 คดี โดยศาลกำหนดนัดพร้อมครั้งถัดไปของคดีในกลุ่มดังกล่าววันที่ 9 และ 23 พฤศจิกายน 2569 ขณะที่คดีที่เหลือทยอยเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลในเดือนสิงหาคมนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- คดีฟ้องเฟซบุ๊ก เดินหน้าต่อ นัดครั้งหน้า 23 พ.ย. 69 จับตาความรับผิดแพลตฟอร์ม
- นัดพร้อมครั้งหน้า 9 พ.ย. คดีฟ้องเฟซบุ๊ก ดันแพลตฟอร์มร่วมรับผิด
ฟ้องแพลตฟอร์มต่างชาติ เพื่อเปลี่ยนระบบ ไม่ใช่แค่เรียกเงินคืน
สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การที่สภาผู้บริโภคเข้ามาเป็นตัวแทนผู้บริโภคในการดำเนินคดีทั้ง 10 คดี มีเป้าหมายสำคัญมากกว่าการเรียกค่าเสียหายคืนให้กับผู้บริโภคแต่ละราย แต่ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการหลอกลวง ตั้งแต่แพลตฟอร์มออนไลน์ไปจนถึงสถาบันการเงิน ต้องยกระดับมาตรการป้องกันและมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ปัญหาดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าผู้เสียหายในคดีทั้ง 10 รายอย่างมาก และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 พบว่า คนไทยถูกหลอกออนไลน์กว่า 170,000 คดี มูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 9,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยกว่า 52,000 บาทต่อคดี ที่น่ากังวลคือ กว่า 61% ของคดีทั้งหมดเกิดผ่าน “เฟซบุ๊ก” ขณะที่ไลน์แม้มีจำนวนเคสน้อยกว่า แต่สร้างความเสียหายรวมเกือบเทียบเท่าเฟซบุ๊ก
ขณะที่ข้อมูลเรื่องร้องเรียนของสภาผู้บริโภค ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 – 31 พฤษภาคม 2569 พบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มออนไลน์รวม 11,815 เรื่อง โดยเฟซบุ๊กมีจำนวนสูงสุดถึง 6,986 เรื่อง หรือ 59.13% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด และมีมูลค่าความเสียหายจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับเฟซบุ๊กมากกว่า 397 ล้านบาท ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมผู้เสียหายที่ทยอยร้องเรียนเข้ามาหลังเดือนพฤษภาคม 2569
“การดำเนินคดีครั้งนี้ต้องการทำให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในระบบ เพราะการหลอกลวงออนไลน์ไม่ได้เกิดขึ้นจากมิจฉาชีพเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยทั้งช่องทางโฆษณาและการเข้าถึงผู้บริโภค รวมถึงระบบการเงินที่ใช้รับและโอนเงิน หากผู้ให้บริการแต่ละส่วนมีระบบแจ้งเตือน ตรวจสอบ ป้องกัน และหยุดความผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสียหายของผู้บริโภคย่อมมีโอกาสลดลง เราจึงต้องการให้คดีเหล่านี้นำไปสู่บรรทัดฐานที่ทำให้ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้ผู้เสียหายต้องแบกรับความสูญเสียเพียงคนเดียว” สารี กล่าว
เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภคกล่าวด้วยว่า การดำเนินคดีในฐานะคดีผู้บริโภคมีความสำคัญต่อการเข้าถึงความยุติธรรม เนื่องจากผู้บริโภคเป็นคู่กรณีกับผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มข้ามชาติที่มีบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ หากกระบวนการทางกฎหมายมีความซับซ้อนหรือสร้างภาระเกินสมควร ย่อมทำให้การใช้สิทธิของผู้บริโภคในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก
หนุนสิทธิผู้บริโภคฟ้องบริษัทต่างชาติ
ด้าน โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและคดีผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งของการดำเนินคดี คือการดำเนินคดีกับนิติบุคคลต่างประเทศ ที่สภาผู้บริโภคมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะให้เกิดกระบวนการผ่านตัวแทนในประเทศไทย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานของกระบวนพิจารณาในคดีผู้บริโภคที่เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยทั่วไป ไม่เกิดอุปสรรคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตามเจตนารมย์ของการมีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค
“การดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มต่างประเทศควรทำให้ผู้บริโภคทุกคนสามารถใช้สิทธิได้ง่ายและสะดวก การที่สภาผู้บริโภคพยายามดำเนินการส่งหมายผ่านนิติบุคคลตัวแทนของแพลตฟอร์มในประเทศไทย ก็เพื่อไม่ให้โครงสร้างบริษัทข้ามชาติกลายเป็นกำแพงที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถใช้สิทธิทางกฎหมายได้จริง หากผู้ประกอบธุรกิจเข้ามาดำเนินธุรกิจและมีรายได้จากผู้บริโภคในประเทศไทย ผู้บริโภคไทยก็ควรสามารถเข้าถึงกระบวนการเรียกร้องความรับผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน” โสภณ กล่าว
สำหรับคดีนี้ เป็นคดีประวัติศาสตร์และส่งผลสำคัญต่อการคุ้มครองผู้บริโภคไทยในยุคดิจิทัล สภาผู้บริโภคจึงหวังว่าสิทธิของผู้บริโภคจะได้รับความคุ้มครอง เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง



