Ribbon

เสนอ ธปท. ออกกติกากำกับBNPL คุมตั้งแต่ก่อนก่อหนี้ ห้ามตั้ง “Pay Later” เป็นค่าเริ่มต้น

Getting your Trinity Audio player ready...
เสนอ ธปท. ออกกติกากำกับBNPL คุมตั้งแต่ก่อนก่อหนี้ ห้ามตั้ง “Pay Later” เป็นค่าเริ่มต้น

ทุกวันนี้บริการสินเชื่อแบบ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ บายนาวเปย์เลเตอร์ (Buy Now Pay Later)  หรือที่หลายคนเรียกว่า สินเชื่อ BNPL กลายเป็นบริการที่คนไทยเข้าถึงกันมากขึ้น ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ในช่วง 4 ปี จำนวนผู้ใช้สินเชื่อ BNPL เพิ่มจากประมาณ 600,000 คน เป็น 6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า ขณะที่ 45% ของคนรุ่นใหม่ เริ่มกู้เงิน ใช้ BNPL เป็นสินเชื่อแรก โดยล่าสุด วันที่ 7 กันยายน 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า ธปท. เตรียมกำกับธุรกิจนี้ภายใต้หลักเกณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล และอยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569

ก่อนการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว นายโชติวิทย์ เกิดสนองพงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค ระบุว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 สภาผู้บริโภคได้ให้ความเห็นต่อ ธปท. ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ แนวทางกำหนดเงื่อนไขและขอบเขตการใช้สินเชื่อ BNPL และแนวทางคุ้มครองผู้บริโภค มีข้อเสนอคือ การกำกับสินเชื่อ BNPL ไม่ควรเริ่มเมื่อผู้บริโภคชำระหนี้ไม่ไหวแล้ว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนกดเลือกซื้อก่อน จ่ายทีหลัง เพราะความง่ายและรวดเร็วของบริการ ซึ่งมักผูกอยู่กับขั้นตอนซื้อสินค้าอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างการจ่ายเงิน กับการก่อหนี้ไม่ชัดเจนสำหรับผู้ใช้

เสนอ ไม่ตั้ง Pay Later เป็นตัวเลือกแรกในการจ่ายเงิน

หนึ่งในประเด็นที่สภาผู้บริโภคเสนอให้กำกับคือ การออกแบบหน้าชำระเงินของแพลตฟอร์ม โดยปัจจุบัน ผู้บริโภคอาจพบสินเชื่อ BNPL อยู่ในขั้นตอนเดียวกับการเลือกช่องทางชำระเงิน และบางระบบอาจแสดงการชำระเงินแบบ “จ่ายทีหลัง” หรือ “Pay Later” เป็นตัวเลือกหลักหรือถูกเลือกไว้ล่วงหน้า เนื่องจากการออกแบบเช่นนี้มีผลต่อการตัดสินใจ เพราะผู้ซื้อสามารถเปลี่ยนจากการจ่ายเงินเต็มจำนวนไปสู่การใช้สินเชื่อได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

สภาผู้บริโภคจึงเสนอว่า ไม่ควรตั้งสินเชื่อ BNPL หรือ Pay Later เป็นตัวเลือกเริ่มต้น (Default) ในหน้าชำระเงิน แต่ควรให้การชำระเต็มจำนวน เป็นตัวเลือกแรกและเห็นได้ชัด พร้อมเพิ่มขั้นตอนยืนยันเพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ก่อนทำรายการว่า สิ่งที่กำลังเลือกคือสินเชื่อและจะก่อให้เกิดภาระชำระเงินในอนาคต ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนช่องทางจ่ายเงิน พร้อมกันนั้น หากมีการใช้ข้อความโฆษณา เช่น “0%” หรือ “ไม่มีดอกเบี้ย” ผู้ให้บริการควรแสดงข้อมูลที่ผู้บริโภคต้องรู้ควบคู่กัน ทั้งยอดที่ต้องชำระทั้งหมด จำนวนงวด และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นหากชำระล่าช้า เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคตัดสินใจจากข้อมูลด้านเดียว

ต้องดูด้วยว่าผู้บริโภค “จ่ายไหวไหม”

อีกประเด็นที่สภาผู้บริโภคให้ความสำคัญคือ การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ (Affordability Assessment) ซึ่งแม้วงเงินสินเชื่อ BNPL แต่ละรายการอาจไม่สูง แต่หากผู้บริโภคมีวงเงินจากหลายแพลตฟอร์ม หรือผ่อนหลายรายการพร้อมกัน ยอดชำระจำนวนเล็กน้อยในแต่ละเดือนสามารถรวมกันเป็นภาระที่เกินกำลังได้

สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้การอนุมัติวงเงินและการเพิ่มวงเงินต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้อย่างเหมาะสม โดยมองถึงภาระหนี้ของผู้ใช้ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะพฤติกรรมการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มเท่านั้น และไม่ควรให้ระบบเพิ่มวงเงินอัตโนมัติโดยผู้บริโภคไม่ได้ร้องขอหรือให้ความยินยอมอย่างชัดเจน

สำหรับอายุผู้ใช้ สภาผู้บริโภคเสนอให้คงอายุขั้นต่ำไว้ที่ 20 ปีบริบูรณ์ พร้อมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้เริ่มใช้สินเชื่อหรือกลุ่มที่มีความเปราะบางทางการเงิน เช่น การกำหนดวงเงินเริ่มต้นในระดับจำกัด ก่อนปรับเพิ่มตามประวัติการชำระเงิน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณาความเสี่ยงตามลักษณะการใช้สินเชื่อ BNPL ด้วย โดยเฉพาะเมื่อสินเชื่อถูกนำไปใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคหรือค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะหากผู้บริโภคต้องนำรายได้ในอนาคตมาจ่ายค่ากินอยู่ของวันนี้อย่างต่อเนื่อง อาจสะท้อนปัญหารายได้ไม่เพียงพอมากกว่าการใช้สินเชื่อเพื่อบริหารสภาพคล่องชั่วคราว

สัญญาต้องชัด รู้ผู้ให้กู้ รู้ยอดที่ต้องจ่าย

อีกช่องว่างหนึ่งที่สภาผู้บริโภคเห็นว่าควรแก้ คือความซับซ้อนของข้อมูล เพราะบริการสินเชื่อ BNPL บางรูปแบบมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคซื้อสินค้า บริษัทที่ให้บริการระบบ ไปจนถึงบริษัทผู้ให้สินเชื่อตามกฎหมาย

เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคจึงควรรู้ตั้งแต่ต้นว่า สัญญาสินเชื่อทำกับใคร ต้องผ่อนงวดละเท่าไร ต้องจ่ายทั้งหมดเท่าไร และหากผิดนัดจะเกิดค่าใช้จ่ายอะไร ดังนั้น สภาผู้บริโภคเสนอให้จัดทำ ข้อมูลสำคัญก่อนก่อหนี้ในรูปแบบมาตรฐาน หรือ Key Facts Sheet แสดงในจุดที่ผู้บริโภคกำลังตัดสินใจใช้ BNPL โดยระบุชื่อผู้ให้กู้จริง อัตราดอกเบี้ย ตารางการชำระ ผลของการผิดนัด รวมถึงวิธีดำเนินการเมื่อมีการคืนสินค้า พร้อมส่งสัญญาฉบับเต็มให้ผู้บริโภคเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ข้อมูลในหน้าเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน เงื่อนไขการใช้บริการ และหน้าคำถามที่พบบ่อย ก็ควรใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดกรณีที่ผู้บริโภคพบอัตราดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือเงื่อนไขที่แตกต่างกันจากแต่ละช่องทาง

คุมค่าปรับผิดนัด ไม่ให้ภาระหนี้พุ่งเกินควร

แม้สินเชื่อ BNPL จะใช้จุดขายเรื่อง “0%” หากชำระตรงเวลา แต่ในกรณีที่ผู้บริโภคผิดนัด อาจมีค่าใช้จ่ายอื่นตามมา ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยผิดนัด ค่าปรับ หรือค่าติดตามทวงถามหนี้ ซึ่ง ธทป. ยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการกำกับค่าธรรมเนียม สำหรับสินเชื่อในลักษณะนี้

สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้กำกับค่าธรรมเนียมกรณีชำระล่าช้าให้อยู่ในระดับสมเหตุสมผลและสัมพันธ์กับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ไม่ควรกลายเป็นรายได้จากการที่ผู้บริโภคผิดนัด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยอาจทำให้การกลับมาชำระหนี้ตามปกติยากขึ้น

และเสนอให้พิจารณาแนวคิด เพดานต้นทุนรวมของสินเชื่อ (Total Cost Cap) เพื่อกำหนดว่า เมื่อรวมดอกเบี้ย ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว ต้นทุนของหนี้หนึ่งก้อนควรเพิ่มขึ้นได้สูงสุดเพียงใดเมื่อเทียบกับเงินต้น เพื่อไม่ให้หนี้จำนวนไม่มากพอกพูนจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนกลายเป็นภาระเกินควร ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรกำหนดกับสินเชื่อต้นทุนสูงระยะสั้นว่า ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมรวมต้องไม่เกิน 100% ของเงินที่กู้ หรือกู้ 10,000 บาท ต้นทุนรวมต้องไม่เกินอีก 10,000 บาท ทั้งนี้ กติกาดังกล่าว ไม่ได้ใช้กับ BNPL โดยตรง แต่เป็นตัวอย่างของแนวคิดการกำหนดจุดสูงสุดของต้นทุนหนี้

ในอีกด้าน หากผู้บริโภคมีเงินและต้องการ ปิดหนี้ก่อนกำหนด ก็ควรได้รับสิทธิลดดอกเบี้ยตามเงินต้นที่เหลือจริง และไม่ควรถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมของงวดในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

กันสินเชื่อ BNPL ไหลไปเป็น “เงินสด” โดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังตั้งข้อสังเกตถึงผลิตภัณฑ์บางรูปแบบที่เส้นแบ่งระหว่างวงเงินซื้อสินค้าและสินเชื่อเงินสดอาจไม่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น เดิมผู้บริโภคมีวงเงิน 10,000 บาทไว้สำหรับผ่อนสินค้า แต่เมื่อเข้าแอปฯ กลับพบปุ่ม “รับเงินสด” หรือ “โอนเข้าบัญชี” ที่สามารถใช้วงเงินเดิมได้ทันที หากไม่มีการแยกผลิตภัณฑ์ สัญญา และการประเมินความสามารถในการชำระให้ชัด ผู้บริโภคอาจไม่ทันรู้ว่ากำลังเปลี่ยนจาก สินเชื่อ BNPL ไปเป็นสินเชื่อเงินสด

ข้อเสนอคือ ไม่ควรเปิดฟังก์ชันถอนเงินสดจากวงเงินซื้อสินค้าโดยอัตโนมัติ หากผู้ให้บริการต้องการเสนอสินเชื่อเงินสด ควรแยกวัตถุประสงค์ สัญญา และขั้นตอนประเมินความสามารถในการชำระหนี้ออกจากสินเชื่อ BNPL อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภครู้ว่ากำลังสมัครสินเชื่อประเภทใด และอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด

จ่ายเริ่มไม่ไหว ต้องมีทางช่วยก่อนเป็นหนี้เสีย

การคุ้มครองผู้ใช้สินเชื่อ BNPL ไม่ควรสิ้นสุดหลังอนุมัติวงเงิน สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับช่วยเหลือลูกหนี้ที่เริ่มประสบปัญหาการเงิน โดยผู้ให้บริการทุกรายควรมีช่องทางขอความช่วยเหลือหรือปรับตารางการชำระหนี้ที่ค้นหาและเข้าถึงได้ง่ายจากแอปพลิเคชัน

รวมถึงควรแจ้งเตือนก่อนถึงกำหนดชำระ โดยเฉพาะบริการที่ใช้ระบบตัดเงินอัตโนมัติ และต้องมีกติกาที่ชัดเจนในการพยายามตัดเงินซ้ำหากการตัดครั้งแรกไม่สำเร็จ เพื่อไม่ให้การเรียกเก็บเงินกระทบต่อเงินในบัญชีที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้สำหรับค่าใช้จ่ายอื่น

พร้อมกันนี้ สภาผู้บริโภคเสนอให้ผู้ให้บริการสินเชื่อ BNPL ภายใต้การกำกับมีระบบรายงานข้อมูลเครดิตอย่างเหมาะสม และต้องทำให้ผู้บริโภครู้ตั้งแต่ก่อนสมัครว่า การใช้สินเชื่อ BNPL และประวัติการชำระเงินอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลเครดิตของตนอย่างไร

ท่ามกลางการเติบโตของสินเชื่อ BNPL โจทย์ของกติกาใหม่จึงไม่ได้มีเพียงการทำให้ธุรกิจนี้อยู่ภายใต้การกำกับ แต่คือการหาจุดสมดุลระหว่าง “การเข้าถึงสินเชื่อที่สะดวก” กับ “การไม่ทำให้ความสะดวกกลายเป็นทางเข้าสู่หนี้เกินตัว” อย่างไรก็ตาม การกำหนดกติกาที่ดีควรทำให้คนตัดสินใจก่อหนี้บนข้อมูลที่ครบถ้วน ได้วงเงินตามกำลังที่สามารถจ่ายคืน รู้ว่าเจ้าหนี้ของตัวเองคือใคร และเมื่อวันหนึ่งเกิดปัญหาทางการเงิน ยังมีทางเลือกแก้ไขก่อนที่หนี้ก้อนเล็กจะกลายเป็นหนี้เสีย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง